ท้องฟ้า วันนี้ครึ้มๆ ไม่มีแสงแดดออก อากาศเย็นจนหนาว เพราะหิมะเพิ่งจะโปรยมาแต่เช้า อาจเป็นเพราะผมปั่นจักรยานตะเวนมาไกลพอดู จนกระหายน้ำ แต่ดูเหมือนว่าจะหาที่ซื้อน้ำดื่มได้ยากจริงๆ ร้านค้าหรือตู้กดน้ำดื่มอัตโนมัติ ที่เคยเห็นมีอยู่เกลื่อนเมือง ผมยังมองหาไม่ผ่านตาเลยสักตู้หนึ่ง
ในขณะที่ผมสอดส่ายสายตาหาตู้กดน้ำดื่ม
สายตาผมเหลือบไปเห็นรถยนต์เก๋งขนาดสี่ประตูสีแดงคันหนึ่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ กลางทุ่งโล่งๆ จอดอยู่คันเดียวโดดๆ รอบๆบริเวณทุ่งหญ้ามีเกล็ดหิมะเกาะขาวโพลนไปทั่ว รถคันนั้น จอดนิ่งไม่ห่างจากผมมากนัก ผมเห็นมีผู้หญิงคนหนึ่ง กำลังก้มๆเงยๆทำอะไรอยู่ในรถ แต่ผมก็มองไม่ถนัดนัก บางทีในรถเธออาจจะมีน้ำดื่มหลงเหลืออยู่บ้าง ผมอาจจะขอน้ำดื่มจากเธอสักอึกให้หายอยาก
สายตาผมเหลือบไปเห็นรถยนต์เก๋งขนาดสี่ประตูสีแดงคันหนึ่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ กลางทุ่งโล่งๆ จอดอยู่คันเดียวโดดๆ รอบๆบริเวณทุ่งหญ้ามีเกล็ดหิมะเกาะขาวโพลนไปทั่ว รถคันนั้น จอดนิ่งไม่ห่างจากผมมากนัก ผมเห็นมีผู้หญิงคนหนึ่ง กำลังก้มๆเงยๆทำอะไรอยู่ในรถ แต่ผมก็มองไม่ถนัดนัก บางทีในรถเธออาจจะมีน้ำดื่มหลงเหลืออยู่บ้าง ผมอาจจะขอน้ำดื่มจากเธอสักอึกให้หายอยาก
ผมเขี่ยขาตั้งรถลง ตั้งไว้ริมถนนอีกฝาก ก่อนที่จะเดินข้ามถนนไปอีกฝั่ง ที่รถคันนั้นจอดอยู่ แต่ทางที่จะเดินไปรถคันนั้นมีคลองส่งน้ำสำหรับการเกษตรขวางอยู่ คลองไม่กว้างมากนัก มีท่อนต้นไม้แห้งขนาดยาวประมาณสามเมตรกว่า วางขวางพาดอยู่ สองฝากคลอง
สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจคือรถไปจอดนิ่งอยู่ที่ต้นไม้กลางทุ่งได้อย่างไร...เธอขับมาทางไหน ทั้งที่ ผมมองไปทั่วๆ มองไม่มีถนนหนทางที่จะนำรถมาไว้ตรงนั้นได้เลย แต่ความกระหายน้ำก็หยุดความสงสัยผมไว้แค่นั้น
สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจคือรถไปจอดนิ่งอยู่ที่ต้นไม้กลางทุ่งได้อย่างไร...เธอขับมาทางไหน ทั้งที่ ผมมองไปทั่วๆ มองไม่มีถนนหนทางที่จะนำรถมาไว้ตรงนั้นได้เลย แต่ความกระหายน้ำก็หยุดความสงสัยผมไว้แค่นั้น
ผมระมัดระวังเดินข้ามท่อนไม้ไปอย่างกล้าๆกลัวๆสายตาจึงไม่ได้จับจ้องอยู่ที่รถคันนั้นตลอด ผมเดินตรงไปที่รถเก๋ง แต่พอมาถึงตัวรถ ก็ต้องแปลกใจ กลับไม่พบเห็นใครอยู่ในรถ เธอหายไปไหน หรืออาจเป็นช่วงตอนผมข้ามท่อนไม้ สายตาได้ละจากเธอ เธอคงลงจากรถไปแล้ว เอ...เธอไปทางไหน ทำไมถึงหายตัวไปเร็วปานกระพริบตา
เอาล่ะ...มันก็ไม่สำคัญเท่ากับที่ผมหิวน้ำจนตาฝาด ตาลาย ไปหรือเปล่า ผมสงสัย รีบสำรวจรอบๆบริเวณ ไม่มีใครเลย...
ผมมองเข้าไปในตัวรถผ่านกระจกหน้าต่างประตูรถที่ปิดไว้ทั้งสี่ประตู สภาพภายนอกภายในก็ดูสะอาดดี เหมือนเจ้าของรถล้างเช็ดทำความสะอาดอยู่ประจำ แต่สิ่งที่ผมแปลกใจคือ ช่อดอกไม้เล็กๆ หลายช่อมัดเป็นกำเล็กๆ ที่ยังดูสดและสีสวยวางอยู่ที่หน้าคอลโซลรถตรงบริเวณคนขับ เหมือนเพิ่งจะเก็บมาวางไม่นาน
ผมมองเข้าไปในตัวรถผ่านกระจกหน้าต่างประตูรถที่ปิดไว้ทั้งสี่ประตู สภาพภายนอกภายในก็ดูสะอาดดี เหมือนเจ้าของรถล้างเช็ดทำความสะอาดอยู่ประจำ แต่สิ่งที่ผมแปลกใจคือ ช่อดอกไม้เล็กๆ หลายช่อมัดเป็นกำเล็กๆ ที่ยังดูสดและสีสวยวางอยู่ที่หน้าคอลโซลรถตรงบริเวณคนขับ เหมือนเพิ่งจะเก็บมาวางไม่นาน
ดอกไม้หลายสี ดูใบจะเหี่ยวลงบ้างแต่กลีบดอกก็ยังสดสวยอยู่ มีแผ่นกระดานไม้เก่าๆแผ่นยาวเท่าช่วงแขนวางพาดไว้ที่เบาะนั่ง ผมมองผ่านไปโดยไม่สังเกตอะไรมากนัก
ทุกอย่างในรถสะอาดหมดจด ไม่มีข้าวของวางให้เกะกะ เหมือนรถยนต์ทั่วไป ที่จะมีของจุกจิก วางหรือตกแต่งในรถ เอ...ใครหนอ… อุตริเอารถเข้าจอดไว้ที่นี่
เธอเอารถคันสวยมาจอดทิ้งไว้ในสถานที่แบบนี้ คงไม่น่าจะมาจอดเก็บ หรือว่าจะเล่นเกมพิสดารอะไรสักอย่างเพื่อออกรายการทีวี หรือถ่ายทำงานหนังโฆษณา เธออาจจะเป็นนางแบบ แล้วงานยังไม่เสร็จต้องทิ้งรถคาไว้แล้วค่อยกลับมาถ่ายทำต่อ ความคิดผมเริ่มบรรเจิด แต่สับสนสิ้นดี...
ผมปล่อยความสงสัยให้ตรึงอยู่ในใจต่อไป
ทุกอย่างในรถสะอาดหมดจด ไม่มีข้าวของวางให้เกะกะ เหมือนรถยนต์ทั่วไป ที่จะมีของจุกจิก วางหรือตกแต่งในรถ เอ...ใครหนอ… อุตริเอารถเข้าจอดไว้ที่นี่
เธอเอารถคันสวยมาจอดทิ้งไว้ในสถานที่แบบนี้ คงไม่น่าจะมาจอดเก็บ หรือว่าจะเล่นเกมพิสดารอะไรสักอย่างเพื่อออกรายการทีวี หรือถ่ายทำงานหนังโฆษณา เธออาจจะเป็นนางแบบ แล้วงานยังไม่เสร็จต้องทิ้งรถคาไว้แล้วค่อยกลับมาถ่ายทำต่อ ความคิดผมเริ่มบรรเจิด แต่สับสนสิ้นดี...
ผมปล่อยความสงสัยให้ตรึงอยู่ในใจต่อไป
ความคิดทั้งบวกและลบ กับความอยาก หิวน้ำมาก มาพร้อมกันทันที และมากขึ้นตามลำดับ
" โกเมนนะไซ โคะโคะเด่ วะ ดะเร เดส ก๊ะ " ผมส่งเสียงดังๆถามออกไปว่า มีใครอยู่ที่นี่บ้างไหม
...เงียบ ! ไม่มีเสียงขานรับ
ลมหนาวพัดเบาๆโชยมา จนผมต้องขยับเสื้อกันหนาวให้กระชับเพิ่มความอบอุ่น ผมยืนเดียวดาย เคว้งคว้างคนเดียวอยู่กลางทุ่งหญ้า มีต้นไม้สูงใหญ่อยู่เหนือศีรษะ ที่มีกิ่งก้านแผ่ปกคลุ่มตัวผมและรถทั้งคัน
ถึงตอนนี้แสงแดดเริ่มส่องสว่างขึ้นบ้าง เกล็ดหิมะที่เกาะบนยอดหญ้ารวมทั้งบนกิ่งและใบเหนือศีรษะผมเริ่มละลาย กลายเป็นหยดน้ำเม็ดเล็กๆ ร่วงใส่เสื้อกันหนาวผม เสียงดังเปาะแป๊ะๆ ผมต้องตั้งสติใหม่ หันเดินกลับไปที่จักรยาน
ถึงตอนนี้แสงแดดเริ่มส่องสว่างขึ้นบ้าง เกล็ดหิมะที่เกาะบนยอดหญ้ารวมทั้งบนกิ่งและใบเหนือศีรษะผมเริ่มละลาย กลายเป็นหยดน้ำเม็ดเล็กๆ ร่วงใส่เสื้อกันหนาวผม เสียงดังเปาะแป๊ะๆ ผมต้องตั้งสติใหม่ หันเดินกลับไปที่จักรยาน
ผมหันไปดูที่รถอีกครั้ง ไม่มีใคร ไม่มีอะไร ที่รถเก๋งสีแดงคันนั้น ใช่...ไม่มีใครจริงๆ ผมตาฝาดไปแน่ๆ ดูเหมือนว่าอาการหิวน้ำจะหายไปชั่วขณะแบบไม่รู้ตัว
จักรยานสองล้อ ยังคงพาผมไปตามทางยางมะตอยออกสีดำ
บนพื้นถนนมีเกร็ดหิมะน้ำแข็งละลายจนเฉอะแฉะ ทำให้ผมปั่นจักรยานยากขึ้นและต้องระวังลื่นล้ม สายลมหนาวพัดผ่าน รู้สึกความเย็นมาปะทะใบหน้า พื้นถนนไม่กว้างนัก รถยนต์วิ่งสวนกันได้สองคัน
ความหิวกระหายน้ำ จนคอแห้งจะทำให้ผมเหนื่อยเพิ่มขึ้นบ้างแต่ความอยากรู้ อยากเห็นตามที่ตั้งใจแต่แรกก็ทำให้ผมต้องมุ่งหน้าต่อไป ก่อนที่จะสิ้นแสงตะวัน
บนพื้นถนนมีเกร็ดหิมะน้ำแข็งละลายจนเฉอะแฉะ ทำให้ผมปั่นจักรยานยากขึ้นและต้องระวังลื่นล้ม สายลมหนาวพัดผ่าน รู้สึกความเย็นมาปะทะใบหน้า พื้นถนนไม่กว้างนัก รถยนต์วิ่งสวนกันได้สองคัน
ความหิวกระหายน้ำ จนคอแห้งจะทำให้ผมเหนื่อยเพิ่มขึ้นบ้างแต่ความอยากรู้ อยากเห็นตามที่ตั้งใจแต่แรกก็ทำให้ผมต้องมุ่งหน้าต่อไป ก่อนที่จะสิ้นแสงตะวัน
ผมปั่นจักรยานเพลินจนเกือบจะชนเข้ากับชายเลยวัยกลางคนอายุสักหกสิบเศษๆคนหนึ่ง ที่เดินสวนทางมาเพราะผมมัวแต่หันมองทิวทัศน์รอบตัว แต่ว่าก่อนหน้านี่ผมก็เห็นถนนโล่งๆไม่มีใครเลย จู่ๆชายคนนี้ก็สวนทางมาจนเกือบจะชนกับรถจักรยานที่ผมปั่นอยู่
"โอ๊ะ...โกเมน นะไซ" ผมหันหน้ารถจักรยานหลบทันที พร้อมรีบขอโทษเขา
เขาหยุดหลบรถจักรยานผม พร้อมก้มศรีษะให้ เขามองผมแปลกๆ ท่าทางเขาดูดี ผมออกสีดอกเลา ลักษณะเหมือนชายญี่ปุ่นทั่วไปที่ไม่ค่อยสูงนัก เมื่อเปรียบเทียบกับตัวผม
"โอ๊ะ...โกเมน นะไซ" ผมหันหน้ารถจักรยานหลบทันที พร้อมรีบขอโทษเขา
เขาหยุดหลบรถจักรยานผม พร้อมก้มศรีษะให้ เขามองผมแปลกๆ ท่าทางเขาดูดี ผมออกสีดอกเลา ลักษณะเหมือนชายญี่ปุ่นทั่วไปที่ไม่ค่อยสูงนัก เมื่อเปรียบเทียบกับตัวผม
"คอนนิจิ วะ" ผมกล่าวสวัสดี
" โกเมนนะไซ วาตาชิ มิสึโนะโมะไต๊ โด๊ะโกะ อะริมัสสึ ก๊ะ "
ผมถามเขาด้วยคำสุภาพบอกเขาว่าผมอยากดื่มน้ำ ที่ไหนมีน้ำดื่มบ้าง
"โคะโค๊ะ ไน เดส เน่ วาตะชิ อารุ "
เขาพูดตอบพร้อมจ้องหน้าผม เหมื่อนจะค้นหาอะไรสักอย่างจากใบหน้าผม
เขาบอกผมว่า " แถวนี้ไม่มีน้ำดื่ม แต่ว่าตัวเขานะมีอยู่ "
เขาพูดตอบพร้อมจ้องหน้าผม เหมื่อนจะค้นหาอะไรสักอย่างจากใบหน้าผม
เขาบอกผมว่า " แถวนี้ไม่มีน้ำดื่ม แต่ว่าตัวเขานะมีอยู่ "
พูดจบเขาก็ล้วงขวดใส่น้ำออกมาจากตะกร้าที่หิ้วมา ในตะกร้ามีช่อดอกไม้สีสวย หลายช่อดอก ขวด
ใส่น้ำพลาสติคใส เขายกให้ผมดู แล้วใส่ลงตะกร้ากลับที่เดิม
" โกเมน เน่ วาตะชิ มุชะเมะ อะเกรุ เดส " เขาบอกกับผมว่า ขอโทษด้วย เขาต้องเอาไปให้ลูกสาวเขาดื่ม
คนญี่ปุ่นส่วนมากเลยครับ กับคนต่างชาติจะใจดี เป็นกันเอง แต่ก็มีบางสิ่งบางอย่างที่จะรักษาสิทธิ์ของตนไว้อย่างเหนียวแน่น... ครั้งหนึ่ง ผมกับพวกเพื่อนๆ ไปเที่ยวกัน หาที่จอดรถไม่เจอก็เลยแวะไปจอดที่โล่งๆข้างทาง ไม่ได้สังเกตว่ามีป้ายเขียนห้ามจอดตอกติดไว้ที่มุมรั้ว รถกำลังชะลอจอดยังไม่ทันหยุดสนิท
เจ้าของที่เดินมาไล่ ทำหน้าตาโกรธขึงขัง โมโห น่ากลัว บอกจอดไม่ได้ๆพร้อมกับโบกมือไล่ให้ไปจอดทีอื่น
คนแบบนี่มีทั่วไปครับ ไม่เฉพาะที่ญี่ปุ่นหรือเมืองไทย...
เจ้าของที่เดินมาไล่ ทำหน้าตาโกรธขึงขัง โมโห น่ากลัว บอกจอดไม่ได้ๆพร้อมกับโบกมือไล่ให้ไปจอดทีอื่น
คนแบบนี่มีทั่วไปครับ ไม่เฉพาะที่ญี่ปุ่นหรือเมืองไทย...
" ไดโจะบึ เดส อะริงะโต๊ะโกไซมัส " ผมบอกชายสูงวัยที่ยืนอยู่ข้างๆผมว่า ไม่เป็นไรครับ แล้วก็ไม่ลืมที่จะขอบคุณเขาไปอย่างสุภาพ ผมเข้าใจและหยุดความอยากดื่มน้ำขวดนั้นไว้
ผมกำลังมองหาเลือกเส้นทางจะไปทางไหนดี เพราะเบื้องหน้าผมมีเส้นทางตัดผ่าน เป็นทางขึ้นเนิน ลงเนิน ทางเรียบ แบ่งเป็นแยกย่อยๆ เบื้องหน้าผมไกลๆคือทิวเขาขวางอยู่ มีหิมะสีขาวสะอาด ปกคลุมไปทั่วยอดเขา ดูแล้วเป็นวิวที่สวยงาม เหมือนภาพถ่ายบนปฎิทินที่ผมเคยเห็น อยู่บนข้างฝาบ้านบ่อยๆ
ผมหันกลับไปมองชายคนนั้นอีกครั้ง เขาเดินเร็วจนผมแปลกใจ ห่างผมไปลิบๆแล้ว ...
ผมเลือกที่ปั่นจักรยานไปเป็นทางขึ้นเนิน ซึ่งเบื้องหน้าจะมีบ้านคนปลูกเป็นหลังๆตั้งเป็นกลุ่มอยู่เรียงราย อยู่ในอ้อมกอดของภูเขาที่สูงต่ำลดหลั่นกันไป
ผมยืมจักรยานมาจากเพื่อนคนญี่ปุ่น มันยังคงทำหน้าที่ได้ดี แต่คนปั่นรู้สึกจะค่อยๆจะหมดแรงลงและกระหายน้ำมากขึ้น มองย้อนลงจากเนินเขา เห็นกลุ่มหมู่บ้านลิบๆ ปลูกอาศัยอยู่ใกล้ชายหาด
ผมมาขอพักอยู่บ้านเพื่อน เป็นโอกาสดีที่เพื่อนผม เดินทางกลับมาเยี่ยมครอบครัวเขา ที่ย้อนกลับเข้ามาอยู่อีกครั้งหลังภัยสึนามิ
ผมมาขอพักอยู่บ้านเพื่อน เป็นโอกาสดีที่เพื่อนผม เดินทางกลับมาเยี่ยมครอบครัวเขา ที่ย้อนกลับเข้ามาอยู่อีกครั้งหลังภัยสึนามิ
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใหม่ๆ บ้านหลายหลังได้ถูกปรับปรุง ปลูกสร้าง ต่อเติมให้ดีขึ้น บางหลังพอซ่อมแซมได้ก็จะถูกต่อเติมและทาสีใหม่ บางหลังก็ยังถูกปล่อยให้รกร้าง สภาพยังพังเสียหายจนพักอาศัยไม่ได้
มองเห็นต้นหญ้าและต้นไม้ขึ้นเกาะเกี่ยวคลุมเศษซากบ้าน อาคารที่พังเสียหาย ซากของรถยนต์ ยานพาหนะต่างๆ ยังมีให้เห็นตามรายทางที่ผมผ่านมา บ้างก็เกยทับถมกันเป็นกองๆ เศษขยะวัสดุต่างๆเป็นกองภูเขาที่ทางการเก็บมารวบรวมไว้รอทำลาย
ภาพความเสียหาย ความเวิ้งวาง ซากปรักหักพัง ยังมีให้เห็นอยู่ทั่วไป
มองเห็นต้นหญ้าและต้นไม้ขึ้นเกาะเกี่ยวคลุมเศษซากบ้าน อาคารที่พังเสียหาย ซากของรถยนต์ ยานพาหนะต่างๆ ยังมีให้เห็นตามรายทางที่ผมผ่านมา บ้างก็เกยทับถมกันเป็นกองๆ เศษขยะวัสดุต่างๆเป็นกองภูเขาที่ทางการเก็บมารวบรวมไว้รอทำลาย
ภาพความเสียหาย ความเวิ้งวาง ซากปรักหักพัง ยังมีให้เห็นอยู่ทั่วไป
ตะวันบ่ายคล้อยแล้ว ทำให้มองเห็นพระอาทิตย์ดวงกลมโต สีส้มแดง กำลังจะพ้นทิวเขาชายทะเล
เบื้องหลังภูเขาเตี้ยๆติดชายหาดคืออ่าวและท้องทะเล ที่ที่ครั้งหนึ่งได้กลื่นชีวิตผู้คนและทรัพย์สิน จนแผ่นดินเกือบรกร้างผู้คน
ตามรายทางที่ผ่านมา เห็นร้านสะดวกซื้อหลายร้านแต่ละร้านยังอยู่ในสภาพเสียหาย ยับเยิน ข้าวของยังคงหล่นที่พื้นกระจัดกระจาย อยู่อย่างไรก็อย่างนั้น ทำให้ผมนึกถึงสภาพในขณะที่เกิดสึนามิ ร้านค้าต่างๆ กำลังบริการลูกค้า จู่ๆคลื่นสึนามิก็ถาโถมทะลักเข้ามาแบบไม่รู้ตัว จะมีใครหนีรอดได้สักกี่คน ผมเห็นกระป๋องน้ำอัดลมยี่ห้อดังที่หล่นกองที่พื้น ถ้าหยิบดื่มได้ ผมคงรีบเข้าไปคว้ามาดื่มแก้กระหายคอแห้งทันที
เบื้องหลังภูเขาเตี้ยๆติดชายหาดคืออ่าวและท้องทะเล ที่ที่ครั้งหนึ่งได้กลื่นชีวิตผู้คนและทรัพย์สิน จนแผ่นดินเกือบรกร้างผู้คน
ตามรายทางที่ผ่านมา เห็นร้านสะดวกซื้อหลายร้านแต่ละร้านยังอยู่ในสภาพเสียหาย ยับเยิน ข้าวของยังคงหล่นที่พื้นกระจัดกระจาย อยู่อย่างไรก็อย่างนั้น ทำให้ผมนึกถึงสภาพในขณะที่เกิดสึนามิ ร้านค้าต่างๆ กำลังบริการลูกค้า จู่ๆคลื่นสึนามิก็ถาโถมทะลักเข้ามาแบบไม่รู้ตัว จะมีใครหนีรอดได้สักกี่คน ผมเห็นกระป๋องน้ำอัดลมยี่ห้อดังที่หล่นกองที่พื้น ถ้าหยิบดื่มได้ ผมคงรีบเข้าไปคว้ามาดื่มแก้กระหายคอแห้งทันที
หน้าหนาว พระอาทิตย์ตกเร็ว
ผมกำลังมองหาที่สักแห่งเพื่อหยุดพัก รู้สึกเหนื่อยและเมื่อย ความกระหายน้ำเพิ่มมากขึ้น ผมปั่นจักรยานลัดเลาะเข้าซอย จนมาทะลุถนนลาดยางผ่ากลาง พลัน...สายตาผมก็เหลือบมองไปเห็น ตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ สภาพกลางเก่ากลางใหม่ ตั้งอยู่ข้างๆบ้านไม้เก่าสองชั้นหลังหนึ่ง
หลังไม่่ใหญ่ ชั้นบนตัวบ้าน เป็นวัสดุแผ่นที่มีลวดลายเรียบ สีออกเทาๆ หลังคากระเบื้องตามแบบบ้านญี่ปุ่นทั่วไป ชั้นสองมีชานระเบียงยื่นออกมา ไว้สำหรับตากผ้า หรือสิ่งของอื่นๆ
ผมดีใจ รีบปรี่มาจอดจักรยานข้างตู้หยอดน้ำดื่ม ใกล้มุมบ้าน เห็นมีรูปกระป๋องเครื่องดื่มหลายยี่ห้อ ทั้งชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ โชว์อยู่ในตู้
หลังไม่่ใหญ่ ชั้นบนตัวบ้าน เป็นวัสดุแผ่นที่มีลวดลายเรียบ สีออกเทาๆ หลังคากระเบื้องตามแบบบ้านญี่ปุ่นทั่วไป ชั้นสองมีชานระเบียงยื่นออกมา ไว้สำหรับตากผ้า หรือสิ่งของอื่นๆ
ผมดีใจ รีบปรี่มาจอดจักรยานข้างตู้หยอดน้ำดื่ม ใกล้มุมบ้าน เห็นมีรูปกระป๋องเครื่องดื่มหลายยี่ห้อ ทั้งชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ โชว์อยู่ในตู้
ผมควักเศษเหรียญออกจากกระเป๋าหนังใบเล็กที่เก็บเศษสตางค์ หยอดเหรียญร้อยเยนตามด้วยเหรียญสิบเยน ตามราคาป้ายบอกร้อยสิบเยน ผมรีบกดปุ่มเลือกน้ำดื่ม
เสียงดัง " คลิ๊กๆ" แล้วก็มีเสียงร่วงของเหรียญในช่องคืนเงิน ผมล้วงหยิบเงินคืนมา และหยอดเข้าไปใหม่ เศษเงินยังร่วงลงมาอีก ผมเริ่มรู้สึกหงุดหงิดว่าทำไม... หยอดเหรียญไม่ได้ สักที
ขณะที่ผมกำลังก้มๆเงยๆเพื่อหาสาเหตุ มีเสียงผู้หญิงดังมาจากบ้านไม้หลังที่ผมยืนอยู่ใกล้ๆ
ผู้หญิงสาวสวย ผิวขาว ผมซอยสั้น ก้าวเดินยิ้มนิดๆออกมาจากตัวบ้าน
" โกเมน เน่...เดนคิ ไน เดส " น้ำเสียงเธอพูดรู้สึกได้ถึงความมีน้ำใจ เธอบอก"ตู้ไม่มีไฟฟ้า"
ผมควักเหรียญที่ร่วงลงในช่องออกมาเก็บ เงยขึ้นมองหน้าเธอ ด้วยความแปลกใจ
ยามนี้ แสงแดดเหมือนจะถูกปุยเมฆเคลื่อนมาบดบัง อากาศเริ่มเย็นลง
" โกเมน เน่...เดนคิ ไน เดส " น้ำเสียงเธอพูดรู้สึกได้ถึงความมีน้ำใจ เธอบอก"ตู้ไม่มีไฟฟ้า"
ผมควักเหรียญที่ร่วงลงในช่องออกมาเก็บ เงยขึ้นมองหน้าเธอ ด้วยความแปลกใจ
ยามนี้ แสงแดดเหมือนจะถูกปุยเมฆเคลื่อนมาบดบัง อากาศเริ่มเย็นลง
แวบแรกที่เห็นก็คือร่างที่สูงได้สัดส่วน ผิวขาวเนียน สะอาดหมดจดตามผิวสีคนญี่ปุ่น รูปหน้าไข่กลมรีของเธอ สวยคมรับกับทรงผมซอยสั้น ดวงตาดำดูเด่น รับกับขนตางอนยาวสวย ได้สัดส่วนกับความโค้งของคิ้วเข้มดำ ที่ไม่มีการโกนคิ้วตกแต่ง สิ่งที่ผมเห็นคือหน้าเธอกลับไม่ค่อยคล้ายกับคนญี่ปุ่น มีเปลือกตาสองชั้น แววตาคมใสซื่อ ผมกะประมาณอายุของเธอน่าจะอยู่ช่วงไม่เกินยี่สิบห้าปี
เธอยิ้มให้ มีลักยิ้มเล็กๆผุดขึ้นที่แก้มสองข้าง ผมว่ายิ้มของเธอบริสุทธิ์ สดใสแบบเป็นกันเอง
" ช๊อตโตะ มะดะ เน่ " เธอบอกให้ผมรอนิดหนึ่ง เธอรีบเดินกลับเข้าบ้านไป แล้วสักครู่เธอก็เดินออกมาพร้อมกับขวดน้ำดื่มขวดหนึ่ง ดูจากยี่ห้อข้างขวดเป็นน้ำที่ผลิตจากยอดเขาสูงที่มีหิมะปกคลุม
"มิสึ เดส" เธอเอยขึ้น
เธอบอกผมว่า"น้ำดื่มค่ะ " พร้อมกับยื่นขวดน้ำให้ ผมก้มศรีษะให้เธอเป็นการขอบคุณเหมือนธรรมเนียมคนญี่ปุ่น ผมรับรู้สึกถึงมิตรภาพที่ดี ไม่คิดว่าจะเจอทั้งน้ำคำ น้ำใจและน้ำดื่มในยามนี้
" ขอบคุณครับ โอ๊ะ..." ผมพลั้งปาก พูดออกเป็นภาษาไทยตามความเคยชินที่พูดกับเพื่อนคนไทย
"อาริงะโตะ โกไสมัส" ผมรีบขอบคุณเธอเป็นภาษาญี่ปุ่นทันที
ผมสังเกตเห็นดวงตาเธอเปล่งประกาย เธอยิ้มออกมาอย่างดีใจแต่มองผมด้วยสายตาที่แปลกมากๆ
"นานิ เดส ก๊ะ" ผมถามเธอว่าทำไมหรือ
"ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ฉันก็เป็นคนไทยเหมือนกัน ชื่อมะม่วงค่ะ" เธอแนะนำตัว น้ำเสียงเธอดูราบเรียบ ผิดจากเมื่อสักครู่นี้ที่เธอได้ยินผมพูดภาษาไทย
"คุณ...เป็นคนไทยเหรอครับ "
ดูเหมือนเสียงที่ตื่นเต้นของผม จะเพิ่มความดัง ด้วยความรู้สึกดีใจ ที่ได้พบคนไทยที่นี่โดยบังเอิญ
ดูเหมือนเสียงที่ตื่นเต้นของผม จะเพิ่มความดัง ด้วยความรู้สึกดีใจ ที่ได้พบคนไทยที่นี่โดยบังเอิญ
"ชื่อมะม่วง" ผมทวนชื่อเธอ
" ใช่ค่ะ โอก้าซังเป็นคนไทยค่ะ คือแม่คงชอบกินมะม่วง เลยตั้งชื่อนี้ให้ค่ะ ส่วนโอโต้ซัง...เออ พ่อฉันนะ เป็นคนญี่ปุ่นค่ะ "เธอบอกต่อ
ผมแปลกใจ ความน่าจะเป็นชื่อญี่ปุ่นมากกว่าเช่น ฮิเดะโก๊ะ, มิกิ ,ยูมิ ,เคียวโก๊ะ
ผมแปลกใจ ความน่าจะเป็นชื่อญี่ปุ่นมากกว่าเช่น ฮิเดะโก๊ะ, มิกิ ,ยูมิ ,เคียวโก๊ะ
"ครับชื่อไทยไทย ผลไม้ไทย ...ผมก็ชอบกินมะม่วงด้วย บ้านผมที่เมืองไทย มีต้นมะม่วงเยอะเลยครับ มีเขียวเสวย อกร่อง แรด หนองแซง แก้มแดง แล้วก็... " ผมนึกชื่อพันธุ์มะม่วงรอบบ้าน ที่บางต้นผมยังไม่รู้จักชื่อด้วยซ้ำ
“มะม่วงดองมีมั้ยค่ะ” เธอเบรกผมจนรู้สึกเขิน พูดไม่ออกเลย
"ดื่มน้ำก่อนค่ะ..." เธอยิ้มสวย มีลักยิ้มปรากฏให้เห็นสองข้างแก้มเล็กๆ ดูเธอสวยน่ารักเพิ่มขึ้นอีก พร้อมกับยื่นขวดน้ำให้ผม
ผมยกขวดน้ำขึ้นดื่มๆจนเกือบหมดขวด เพราะความกระหายน้ำมาก ผมรู้สึกถึงรสชาติความอร่อยของน้ำบริสุทธิ์ที่กลั่นมาจากยอดเขาสูง บวกกับความยินดีและดีใจที่ได้พบเธอ เธอบอกว่า "ฉันเป็นคนไทย" มันทำ ให้หัวใจผมพองโตคับอก คับใจ
ผมยกขวดน้ำขึ้นดื่มๆจนเกือบหมดขวด เพราะความกระหายน้ำมาก ผมรู้สึกถึงรสชาติความอร่อยของน้ำบริสุทธิ์ที่กลั่นมาจากยอดเขาสูง บวกกับความยินดีและดีใจที่ได้พบเธอ เธอบอกว่า "ฉันเป็นคนไทย" มันทำ ให้หัวใจผมพองโตคับอก คับใจ
ในสถานการณ์แบบนี้ พาผมมาพบผู้หญิงสาวสวยคม เลือดผสมไทยญี่ปุ่นคนหนึ่งโดยบังเอิญ และผมก็เชื่อว่า "มะม่วง" เธอก็คงดีใจเช่นกัน ที่ได้เจอเพื่อนชายคนไทย เพื่อนร่วมเชื้อชาติ แม้มะม่วงเธอจะเป็นเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของเชื้อชาติไทย-ญี่ปุ่น สีผิวของเธอขาวเนียนจะไปทางคนญี่ปุ่น แต่การมีน้ำใจ อัธยาศัยเอื้อเฟื้อ กริยามารยาทของเธอเท่าที่ผมสังเกต เธอคือคนไทยเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เสียงพูดนุ่มนวลน่าฟัง ชัดเจน เหมือนกับว่าผมได้พูดคุยกับผู้หญิงคนไทยคนหนึ่ง ที่มิใช่เลือดผสมบูชิโดเลยที่เดียว
" เป็นอะไรเหรอค่ะ " เธอถามผม เมื่อเห็นผมเงียบไป
ดูหน้าเธอสงสัย คิ้วงามโก่งเข้าหากัน
ดูหน้าเธอสงสัย คิ้วงามโก่งเข้าหากัน
" ปะ...ปะ... เปล่าครับ ผม...คือผมกำลังคิดว่า เหมือนมีอะไรมาดลใจให้ผมมาแถวนี้ และก็มาเจอ มะม่วงซัง " แม้คำตอบจะไม่ค่อยตรงกับความคิดผมมากนัก แต่ช่วงอึดใจที่ผมเงียบไป ผม
ได้เห็นอากัปกริยาและสิ่งรอบตัวเธอ
เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อเลย แต่... มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ
"ผมชื่อปลาครับ" ผมนึกขึ้นได้ว่ายังไม่แนะนำตัวกับเธอ
"ค่ะ..ยินดีที่ได้รู้จัก แต่ว่าเป็นปลาทะเลหรือปลาน้ำจืดค่ะ" เธอหยอกผมอีก จนผมรู้สึกถึงความร้อนผ่าวจับอยู่ที่ใบหน้า
เธอล้อชื่อผมทำให้บรรยากาศ เป็นกันเองและน่าสนทนามากขึ้น
เธอล้อชื่อผมทำให้บรรยากาศ เป็นกันเองและน่าสนทนามากขึ้น
"เออ...ปลาที่ว่ายน้ำได้นะครับ ไม่่ใช่ปาท่องโก๋ในกะทะร้อนๆนะครับ" ผมก็หยอกล้อเธอกลับ เราทั้งคู่หัวเราะขึ้นพร้อมกัน
" ดีใจค่ะ..." เธอหยุดคิดนิดหนึ่ง พร้อมจ้องหน้าผม
" ที่ได้พบคนไทย นานแล้วไม่ได้พูดภาษาไทย เกือบลืมเลยค่ะ "
" มะม่วงซัง...พูดไทยได้เหมือนคนไทย พูดชัดด้วย นี่ถ้ามะม่วงไม่บอกผม ก็คิดว่ามะม่วงเป็นคนไทย" ผมยอเธอด้วยความจริงใจ
"ขอบคุณค่ะ ถึงโอโต้ซัง เออ...คุณพ่อของมะม่วงจะเป็นคนญี่ปุ่น แต่พ่อก็ไปอยู่เมืองไทยนานจนพบกับแม่ เวลาอยู่กับโอก้าซัง มะม่วงก็จะพูดไทยค่ะ " เธอพูดอย่างภาคภูมิใจ ด้วยสีหน้าสดใส เปื้อนยิ้ม เป็นธรรมดาที่เธอจะติดภาษาญี่ปุ่นผสมภาษาไทยด้วย
ผมว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเธอ ความไร้เดียงสาของเธอยังมีให้รู้สึกในอากัปกริยาของเธอ
"ปลาซัง เออ...คุณปลา คงเมื่อยและเหนื่อย ไปนั่งที่เย็นๆ ตรงนั่นก่อนไหมค่ะ" เธอผายมือไปที่ชุดโต๊ะไม้ ตั้งอยู่ในสวนญี่ปุ่นข้างบ้าน
" ไม่เป็นไรครับ เรียกชื่อผมได้ตามสะดวกครับ แต่ผมชอบ ปลาซัง ฟังดูดีออกครับ " ผมบอกไป เธอยิ้มให้
มะม่วงซังเดินพาผมไปที่โต๊ะไม้ยาวเป็นโต้ะไม้กลางเก่ากลางใหม่ ขนาดกว้างสักเมตรครึ่ง ยาวสองเมตรได้ มีเก้าอี้ไม้สองตัวขนาบข้างไว้นั่งเล่น ดูลวดลายน่าจะทำจากไม้สนซีดาร์ ตรงกลางโต๊ะ มีต้นสนบอนไซญี่ปุ่นที่ดัดไว้อย่างสวยงาม วางไว้ในกระถาง ดูเหมือนสนต้นนี้อายุคงจะหลายสิบปี
ผมมองไปรอบบ้าน ที่จัดเป็นสวนญี่ปุ่นไม่กว้างมาก ดูสวยงาม ตกแต่งด้วยต้นสนญี่ปุ่น ที่แผ่กิ่งยืนออกเป็นซุ้มสูงคลุมมาถึงชุดโต๊ะไม้ รอบๆสวนประดับด้วยก้อนหินขนาดใหญ่สูงเกือบเท่าตัวคน วางตั้งและแนวนอนเรียงกัน สูงต่ำ มีหินก้อนใหญ่ แต่ต่างรูปทรง เห็นแล้วเกิดจินตนาการ เหมือนภาพวาดปลายพู่กันจีน
มีตุ่มหินใบเขื่องใส่น้ำไว้เต็มเสริมด้วยชุดไม้ไผ่ที่เป็นรางกระดกเมื่อน้ำเต็ม น้ำใหลเทออก เป็นจังหวะ มีก้อนหินเล็กๆหลายสีวางไว้ประดับอยู่ทั่วไป ตามโคนต้นไม้บริเวณสวนหย่อมนี้ เหมือนกับบ้านคนญี่ปุ่นทั่วไป ที่มักจะจัดสวนหย่อมไว้รอบบ้าน
"ขอขวดน้ำคืนค่ะ" เธอกล่าวพร้อมกับยืนมือมารับ ผมยกขวดดื่มน้ำที่เหลือจนหมด แล้วปิดฝาขวดยื่นให้เธอ จังหวะนี้ทำให้มือผมได้สัมผัสกับมือเธออย่างไม่ตั้งใจ ผมรู้สึกได้ว่ามือเธอเย็นเฉียบ จนผมรู้สึกแปลกใจ...อากาศหนาวหรือเธอตื่นเต้น ที่ได้เจอผม หรือผมคิดเองให้ความสำคัญกับตัวเองมากไป แต่ผมรู้สึกได้จริง ว่ามือเธอเย็นมากๆ
มะม่วงรับขวดน้ำไป เธอบิดฝาขวดน้ำออก แยกทิ้งใส่ถุงที่แขวนไว้ข้างตะกร้าทิ้งขยะ ขวดน้ำเธอใส่ลงในตะกร้าพลาสติด ที่เห็นมีขวดทิ้งอยู่แล้วหลายใบ
เธอทำให้ผมรู้สึกได้ว่า ความเป็นคนญี่ปุ่นของเธอก็ยังอยู่ในสายเลือด ความมีระเบียบวินัย รับผิดชอบต่อส่วนรวมของคนญี่ปุ่น ทำให้บ้านเมืองเขาดูไม่สกปรกรกหูรกตา
" ปลาซังพักที่ไหนค่ะ " เธอเดินกลับมานั่งเก้าอี้อีกฝั่งของโต๊ะ แล้วเอยถามผม
"บ้านเพื่อนคนญี่ปุ่นครับ บ้านเขาอยู่เกือบติดทะเลโน่นครับ เขามาเยี่ยมครอบครัว ก็ เลยขอเขามาเที่ยวด้วย นี่ผมยืมจักรยานเขามาขี่ตระเวนชมเมืองครับ" ผมชี้มือไปทางทิวเขาชายทะเลเบื้องหน้าที่ลาดลงไปให้เธอดู ซึ่งระหว่างช่องเขาเป็นปากอ่าว เห็นท้องทะเล เวิ้งว้างลิบๆ
"ค่ะ" เธอตอบ แต่สีหน้าเธอกลับเปลี่ยนไป
จากยิ้มสดใส กลับซึมเศร้าลง เหมือนมีอะไรมาสะกิดให้เธอปรับความรู้สึกทันที ทันใด
"เออ...มีอะไรเหรอครับ มะม่วงซัง " ผมแปลกใจ
" คือ...คือ มะม่วงไม่ชอบบริเวณนั้น " เสียงเธอสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้
"มีอะไรหรือครับ "
" มะม่วงต้องสูญเสีย " เธอพูดเสียงเศร้า ดวงตาเธอเหมือนจะมีน้ำตาเอ่อขึ้นมาทันที
"สึนามิ" ผมพูดแทนเธอ
มะม่วงปาดน้ำตาที่เอ่อ ก้มหน้าสะอื้น
เธอปิดหน้าเดินร้องไห้เข้าบ้านไป เหมือนจะเข้าไปตั้งสติ
ผมรู้สึกผิด เดินตามไปเพื่อที่จะขอโทษเธอที่เป็นสาเหตุทำให้เธอต้องสะเทือนใจ
มะม่วงนั่งเช็ดน้ำตาอยู่โต๊ะเล็กๆกลางห้องรับแขกที่ปูด้วยเสื่อทาทามิ ผมยื่นหน้าผ่านประตูเข้าไป
"มะม่วง ...ผม "
เธอหันมอง ดวงตาเธอยังแดงน้ำตาเปื้อนแก้ม เธอพยักหน้าอนุญาตให้ผมเข้าไป
" ผมขอโทษครับ คือ..." ผมเดินเข้าไป ก้มตัวโค้งให้เธอ
"ไม่เป็นไรค่ะ แค่มะม่วงคิดถึงพ่อกับแม่ เวลามีใครพูดถึงสึนามิครั้งนั้น น้ำตามันก็ไหลออกมาแบบนี้ค่ะ" เธอพูดไป สะอื้นไป
ในระหว่างที่เธอกำลังควบคุมอารมณ์พร้อมกันเช็ดน้ำตา ผมเหลือบไปเห็นแผ่นป้ายไม้เขียนชื่อเป็นอักษรไทย ตัวสีขาว วาดรูปผลมะม่วงสุกสองผลคู่กัน ผลหนึ่งสีเขียวดิบ อีกผลสีเหลืองสุก มีใบคู่สีเขียวไว้ด้วย มีตัวหนังสือสีขาวภาษาไทยเขียนว่า"มะม่วง นวดแผนไทย" มีอักษรภาษาญี่ปุ่นกำกับอยู่ข้างๆ ผมจ้องมองจนเธอรู้สึก
" ป้ายร้านค่ะ ชื่อมะม่วงเองค่ะ เปิดอยู่ใกล้ชายหาดนั้น ..." ดูเหมือนเธอจะสะอื้นต่ออีก เหมือนกับว่าเหตุการณ์เพิ่งจะเกิดสดๆร้อนๆ
จักรยานที่ผมปั่น ไหลลงจากเนินโดยที่ผมไม่ต้องออกแรงมากนัก ผมรู้สึกกังวลกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ เด็กสาวคนหนึ่งที่สูญเสียทั้งพ่อและแม่ เธอต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ชีวิตเธอน่าสงสารและเห็นใจ ผมก็ยังรู้สึกผิด ที่ตัวเองไม่น่าจะเป็นต้นเหตุให้เธอต้องเสียใจและร้องไห้ขึ้นมาอีก
ในขณะที่ผมปั่นจักรยานและคิดเพลินๆ ผมก็สวนทางกับชายสูงวัยคนเดิม ที่ผมได้พูดคุยด้วยเมื่อช่วงกลางวัน
ในขณะที่ผมปั่นจักรยานและคิดเพลินๆ ผมก็สวนทางกับชายสูงวัยคนเดิม ที่ผมได้พูดคุยด้วยเมื่อช่วงกลางวัน
ผมก้มศีรษะให้เขาเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ เขาเดินเร็วเหมือนเดิม อาจเป็นช่วงที่ตะวันกำลังเลื่อนลงสู่ทะเล แดดอ่อนแสงลง ท้องฟ้าเริ่มเป็นสีเทาครึ้มๆ เหมือนหิมะจะเริ่มโปรย
เขาโบกมือพร้อมพยักหน้าให้ผม แต่เขากลับไม่เดินต่อ หยุดนิ่งหันมองตามผม มองผมแปลกๆ
ผมปั่นจักรยานเลยเขาไป แล้วหันกลับมองเขาอีก ชายคนนี้ก็ยังหยุดมองมาที่ผม เหมือนสงสัยอะไรสักอย่างหนึ่ง..
หลอดไฟฟ้าตามริมถนนสองข้างทาง เริ่มกระพริบๆถี่แล้วติดสว่างขึ้น ความมืดเริ่มโรยตัวเข้าคลุมพื้นที่หมู่บ้าน บ้านบางหลังเริ่มเปิดไฟ แต่ก็มีหลายหลังดูเหมือนร้างผู้คน บ้านที่ริมทางดูเงียบๆ บางบ้านเริ่มเปิดไฟสว่าง
ผมยืนเกาะขอบหน้าต่างห้องนอนบ้านเพื่อนที่เปิดอ้ารับลมหนาว มองไปเบื้องหน้าสูงกว่าระดับสายตา มีแสงไฟวอมๆแวมๆ เป็นจุดๆ คือกลุ่มหมู่บ้านของมะม่วงที่ปลูกอยู่บนเนินกว้าง เบื้องหลังกลุ่มชุมชนบ้านเรือน มีเทือกเขาหลายๆลูกดำทะมึน สูงสลับซับช้อนเป็นทิวแถว
ในระหว่างเทือกเขาจะเป็นพื้นที่ราบ มีบ้านเกาะกลุ่มกันเป็นหย่อมๆมีแสไฟแวบๆให้สังเกตเห็น ดูเงียบและสงบ ความหนาวเย็นจากไอหิมะ พร้อมกับสายลมพัดเบาเอื่อยๆมาปะทะตัวผมและใบหน้า จนต้องรีบปิดหน้าต่าง แล้วเลื่อนม่านลายดอกไม้ญี่ปุ่นสีสวยมาบังไว้
ผมหันกลับหลังพิงบานหน้าต่าง ครุ่นคิดถึงเรื่องของมะม่วงซังเมื่อกลางวันอยู่นานจนจะตีหนึ่งแล้ว
ผมขอปลีกตัวจากมะม่วงมาทั้งๆที่เธอยังไม่คลายจากการร้องไห้และเสียใจ ผมบอกลาเธอกลับเพราะเห็นว่าใกล้จะมืดแล้วและได้ขอนัดกับเธอไว้ว่า พรุ่งนี้ผมขออนุญาตมาคุยกับเธออีกครั้งก่อนผมจะเดินทางกลับเมืองนาโกย่า
เรื่องราวที่เธอเล่าให้ผมฟังมันผุดขึ้นมาในสมองผมจนหลับตาไม่ลง...
เรื่องราวที่เธอเล่าให้ผมฟังมันผุดขึ้นมาในสมองผมจนหลับตาไม่ลง...
"คนที่นี่ ถูกพัดพาไปกับสายน้ำ คลื่นลูกใหญ่สูงกว่าหลังคาบ้าน ไหลมาทุกทิศทุกทาง ร้านมะม่วงก็หายไปด้วย " เธอเล่าถึงตรงนี้แล้วหยุด เธอยกมือปิดหน้าสะอื้น
"โอก้าซัง อยู่ในร้านกับลูกค้า"
"ครับ ผมเสียใจด้วย"
"มะม่วงกำลังขับรถมารับแม่ แต่ไม่ทัน คลื่นรุนแรง เร็วมาก กวาดทุกอย่างที่ขวางหน้าค่ะ"
"มะม่วงซัง โชคดีมาก ที่ไม่ถูกน้ำพัดไปด้วย" ผมยินดีกับเธอด้วย
"มะม่วง...มะม่วง" แล้วเธอก็ปล่อยโฮ ร้องไห้ออกมาดังๆ อย่างน่าสงสาร
มือเธอปิดหน้าสะอื้นอยู่อย่างนั้น สักครู่
เธอลดมือลง ส่ายหน้า แล้วจ้องมองหน้าผม เหมือนจะบอกอะไรสักอย่าง
" โอโต้ซังกับโอก้าซังหายไป ... ฮือๆ... มะม่วงไม่เจอหน้าพ่อแม่เลย ฮือๆ...พ่อเอาเรือออกทะเลพานักท่องเที่ยวไป " เธอพูดไปสะอื้นไป อย่างน่าสงสาร
อากาศหนาวแผ่เข้ามาในห้องที่ผมนอน เสียงลมพัดอู้ รู้สึกเหมือนหิมะจะตกลงมาพร้อมๆกับเม็ดฝน มันหนาวจับจิตทีเดียว จนเรียกสติผมกลับคืนมาจากเรื่องราวของเด็กสาวนามว่า" มะม่วง "
บนเสื่อทาทามิที่เพื่อนนำที่นอนนุ่มๆมาปูให้ ทำให้ความหนาวเบาบางลงบ้าง แม้จะมีผ้าปูนอนไฟฟ้า รองอีกผืน แต่ผมก็ยังต้องสวมหมวกไหมพรมนอน เพราะกลัวเป็นหวัด ไม่อยากให้เสียงอู้อี้แล้วไปคุยกับมะม่วงพรุ่งนี้หมดสนุกแน่
กลางคืนที่นี่เงียบวังเวง ไม่มีเสียงอะไรเล็ดลอดให้ได้ยิน นอกจากเสียงหวีดหวิวของลมหนาว ที่พัดกระทบเสียดสีตัวบ้าน ได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง ที่มีเสียงฟี้ๆลอดออกมาเพราะรู้สึกคัดจมูก คืนนี้ผมหลับไปเพราะความอ่อนเพลียจากการปั่นจักรยานตระเวณทั้งวัน
สายของวันใหม่ แสงแดดหลบ ท้องฟ้าขมุกขมัว หิมะตกมาขาวโพลนไปทั่ว คลุมค้างบนต้นไม้เหมือนเป็นแดนเนรมิต ความหนาวเย็นก็ยังครอบคลุมอยู่ ละอองหิมะยังพลิ้วลมเป็นสายเหมือนปุยนุ่นที่ถูกลมพัดพา ผมเริ่มกังวลว่าจะปั่นจักรยานไปหามะม่วงซังได้อย่างไร
ผมเปิดหน้าต่างชะโงกหน้าออกไปมองข้างล่างที่พื้นถนน ถนนหนทางมีกองหิมะขวาง แถมลื่นอีกต่างหาก ไอเย็นปะทะหน้าจนชา ผมเห็นชาวบ้านที่นี่เขาปั่นจักรยานกางร่มกันหิมะไปมาอยู่บนถนนนี้ หลายคน
แดดอ่อนๆเริ่มส่องผ่านร่องเมฆ ผมกำลังปั่นจักรยานหาร้านสะดวกซื้อแถวบ้านเพื่อนกว่าจะพบก็เล่นเอาหอบ ผมแวะซื้อของติดไม้ติดมือเพื่อจะไปฝากมะม่วง ผมกวาดสายตามองหาสินค้าที่มาจากเมืองไทยหวังจะให้มะม่วงเซอร์ไพรส์ แต่คงหายากเต็มที ผมเดินมาหน้าตู้อบ เห็นมีใส่กรอกย่างและมันฝรั่งทอดอยู่ ผมบอกพนักงานขาย จัดการสองอย่างนี้ให้ ผมเลยไปหยิบกระป๋องเครื่องดื่มอัดลมยี่ห้อคุ้นตาไปฝากมะม่วงซังด้วย
ผมปั่นจักรยานอย่างรีบเร่ง เพราะเสียเวลาจากการเดินหาของฝากให้เธอไปมาก ถนนมีหิมะเกาะ ต้องปั่นอย่างมืออาชีพแบบคนญี่ปุ่นทีเดียว อีกนิดเดียวเลยโค้งหน้าไปก็ถึงแล้วบ้านมะม่วงซัง ผมยกถุงขนมขึ้นดู แล้วเอามาอังที่แก้มยังรู้สึกร้อนอุ่นๆอยู่ หากว่าขนมเย็นชืดมะม่วงซังกินคงไม่อร่อย เดี๋ยวเธอจะคิดว่าผมซื้อของค้างคืนมาให้เธอ
ผมมักจะให้ร้ายตัวเองไว้ก่อนเสมอ เป็นสัญชาตญาณระวังภัยที่ไม่อยากให้ใครมาว่าลับหลัง แต่สำหรับมะม่วงผมรู้ว่าเธอไม่ต้องการอะไรจากผม นอกจากมิตรภาพที่จริงใจและการเข้าใจ
พ้นโค้งมาแล้ว ผมมองไปข้างหน้าในตำแหน่งที่ตั้งบ้านของมะม่วง ผมเบรครถหยุดกึกทันที มาผิดทางรึเปล่า พื้นที่ตรงข้างหน้าผมไม่เกินร้อยเมตรที่ผมจะถึง
เมื่อวานเป็นที่ตั้งบ้านของมะม่วง มันกลับว่างเปล่า โล่ง มีต้นหญ้ารกๆ มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นมาอยู่แทนที่ หิมะค้างอยู่บนใบ กิ่งก้าน จนดูขาวโพลน ผมเพ่งตามอง กวาดสายตาไปรอบๆ มันก็ที่เดิม ถึงจะดูรกและแซมไปด้วยต้นหญ้าที่ขึ้นคลุมไปทั่วบริเวณนั้น เอ... หรือผมมาผิดที่ ผิดซอย ก็ไม่ใช่ นั่นไง...
ตู้น้ำดื่มที่ผมมากดน้ำดื่มเมื่อวาน มันก็ยังตั้งอยู่ตรงนั่น ผมรีบปั่นจักรยานเข้าไปใกล้ๆตู้หยอดเหรียญ ผมยิ่งแปลกใจมากขึ้น ตู้กลับสีเก่าหลุดลอกลงกว่าเดิม สนิมเกาะเขรอะ บางส่วนก็ผุกร่อน สภาพใช้การไม่ได้เลย แล้วบ้านมะม่วงหายไปไหน สวนข้างบ้านที่เมื่อวานเรามานั่งคุยกัน มีแต่หญ้าขึ้นรก ปกคลุมด้วยก้อนหิมะบาง เห็นมีเพียงก้อนหินใหญ่ขนาดคนโอบ วางอยู่ขนานกับพื้นสองสามก้อน
ผมยืนงงๆเป็นไก่ตาแตก หันรีหันขวาง ทำอะไร คิดอะไรไม่ถูก มีคำถามมากมายผุดขึ้นมาในสมอง...
มันไม่ใช่...ไม่ใช่หรือใช่บ้านมะม่วงตรงนี้
มันไม่ใช่...ไม่ใช่หรือใช่บ้านมะม่วงตรงนี้
" เป็นไปไม่ได้... " ผมอุทานออกมาดังๆ อย่างลืมตัว
เสียงหนึ่งดังมาข้างหลัง ผมหันขวับมองไปที่ต้นเสียง
“นานิ เดส ก๊ะ " เสียงห้าวๆ ของชายคนนั้น
ชายญี่ปุ่นสูงอายุคนนั้นเมื่อวานนี้เอง เขาเดินเข้ามาหาผมในมือเขาถือตะกร้าสานไม้ไผ่ มีหูหิ้วเล็กๆ ในตะกร้าใส่ช่อดอกไม้สดหลายช่อ เขาถามผมว่า"มีอะไรหรือ" เพราะเห็นกริยาท่าทางผมเหมือนคนเพ้อเจ้อ
"โอไฮโยะโกไสมัส... " ผมสวัสดีเขา เพราะยังเป็นช่วงสายๆของวันนี้
" คีโน เน่...วาตาชิ มะม่วงชัง โคโค่ มิตะ เน่ " ผมบอกเขาว่าเมื่อวานนี้ ผมเจอมะม่วงซังที่นี่
" คีโน เน่...วาตาชิ มะม่วงชัง โคโค่ มิตะ เน่ " ผมบอกเขาว่าเมื่อวานนี้ ผมเจอมะม่วงซังที่นี่
"สวัสดีครับ" เขาพยักหน้า กล่าวสวัสดีตอบ
" มะม่วงชังทำไมเหรอครับ" เขากลับพูดตอบผมเป็นภาษาไทย ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"พูดไทยได้เหรอครับ" ผมแปลกใจ รู้สึกดีขึ้น
"ผมอยู่เมืองไทยมาหลายปี ผมเห็นคุณตั้งแต่เมื่อวานนี้ คิดว่าคนไทยแน่ๆ " เขาพูดเรียบๆแต่ดูจริงใจ มีความสุภาพด้วยท่าทางที่แสดงออก
"ครับ คนไทย ผมมาอยู่ที่นาโกย่า ผมตามเพื่อนคนญี่ปุ่นมาเที่ยวที่นี่ด้วยครับ "
“อืมม์...” เขาพยักหน้า
เมื่อวานนี้ ตอนเย็นผมปั่นจักรยานสวนทางกับเขาอีกครั้ง เขาหยุดเดินและดูผมจนลับตา ชายคน นี้คงสงสัยและอยากจะพูดอะไรกับผม แต่ผมเลยไปไกลแล้ว ได้แต่หันกลับมามองเขา
ตอนนี้ผมถึงเข้าใจ
ตอนนี้ผมถึงเข้าใจ
" . ผมชื่อปลาครับ ... " ผมแนะนำตัวเอง
" ผมคินูตะ ... มะม่วงทำให้คุณปวดหัว " คินูตะซังทำหน้าสงสัย
ถึงสำเนียงพูดของเขา จะออกไปทางคนญี่ปุ่น ผมก็เข้าใจฟังออกสบาย ผมจะอธิบายเรื่องเมื่อวานนี้ต่อ แต่คินูตะซังกลับพูดขึ้นก่อน
" ผมกำลังจะไปหา มะม่วง ลูกสาวผม "
“มะม่วงซัง ที่ไหนครับ ” ผมรู้สึกดีใจขึ้นมาทันที ผมจะได้เจอมะม่วงซังแน่นอน ตามที่นัดไว้
ฝ้าหม่น แดดอ่อนแสงลง ความหนาวเริ่มเข้ามากระทบผิวกาย ผมเดินจูงจักรยานคู่มากับคินูตะซัง เราพากันย้อนกลับมาทางเดิมที่ผมผ่านมา คินูตะซังไม่บอกผมว่าจะพาไปไหน
" ไปกับผมไหม" เขาพูดขึ้นแล้วรีบเดินไป โดยไม่ได้มองว่าผมจะตามไปด้วยหรือไม่
ผมหันไปมองก้อนหินที่มีหิมะและหญ้าคลุมไว้ มองตู้กดน้ำดื่มยิ่งทำให้ผมอึดอัด กังวลใจมากขึ้น
ตรงนั้นเป็นที่ตั้งของตัวบ้านมะม่วงและสวนหย่อม ผมไม่มีเวลาสังเกตหรือสงสัยมากไปกว่านั้น รีบจูงจักรยานตามไปจนทันคินูตะซัง
ตรงนั้นเป็นที่ตั้งของตัวบ้านมะม่วงและสวนหย่อม ผมไม่มีเวลาสังเกตหรือสงสัยมากไปกว่านั้น รีบจูงจักรยานตามไปจนทันคินูตะซัง
" บริษัทผมที่ญี่ปุ่นส่งผมไปทำงานที่ประเทศไทย “ เขาหันมองผม ผมเงียบ
“ ผมทำงานอยู่โรงงานผลิตรถยนต์ เป็นนายช่างเทคนิคสีพ่นรถยนต์ ว่างงานผมก็ไปออกรอบตีกอล์ฟ ผมก็เลยมีโอกาสได้เจอแม่ของมะม่วง เธอทำงานอยู่ที่สนามกอล์ฟ เจอเขาบ่อยๆ " เขาเล่ามายาว จนเขาหยุดพูด
" แล้วทำไมถึงกลับมาญี่ปุ่นละครับ " ผมสงสัย
" เมืองไทยน่าอยู่ครับ คนไทยใจดี งานที่เมืองไทย ไม่น่าทำให้ชีวิตครอบครัวผมมีความสุขได้ เราปรึกษากัน กลับญี่ปุ่นดีกว่า ... "
" มะม่วงเกิดที่เมืองไทยสิครับ" ผมเลยขัดจังหวะเอยขึ้น
" มะม่วงอายุได้ห้าขวบ...เรากลับมาอยู่ที่บ้านผม ตรง...ตรง...เออ..ที่คุณเจอมะม่วงนั่นแหละ" พูดจบคินูตะซัง มองหน้าผม
ผมหยุดเดินเหมือนมีอะไรมาฉุดรั้งไว้ ให้อยู่กับที่ ...
ผมกำลังเรียกสติกลับมา อะไรเกิดขึ้นกับมะม่วง
แล้วมะม่วงเมื่อวานนี้ที่ผมได้คุยกับเธอ บ้านไม้เก่าหลังนั้น สวนหย่อม โต๊ะม้านั่งไม้ น้ำขวดเย็นๆที่เธอหยิบยื่นมาให้ผมดื่ม มันคือ...อะไรกัน!
อากาศเย็น แต่มือผมกับรู้สึกมีเหงื่อชุ่ม ผมจับแฮนด์รถจักรยานกำไว้แน่น คินูตะซังเอื้อมมือมาดึงแฮนด์จักรยานให้ผมเดินตาม แล้วก็เล่าต่อ
" ตอนมะม่วงอายุได้สิบสองปีได้ แผ่นดินไหว บ้านผมพังเสียหายหมด เราพากันย้ายครอบครัวไปอยู่ที่ชายหาดโน่น" เขาชี้มือไปทางที่บ้านเพื่อนผมอยู่ ซึ่งโดนสึนามิกวาดเรียบไปเมื่อหลายปีที่แล้ว
"ครับ" ผมรับรู้ และไม่อยากตั้งคำถามขัดขึ้น อยากให้คินูตะซังเล่าต่อไป แต่สิ่งที่ผมอยากรู้มากก็คือมะม่วงเป็นอย่างไร ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน
"มะม่วง ผูกพันกับบ้านหลังนั้นมาก มีที่ว่างให้วิ่งเล่น มีที่นั่งอ่านหนังสือ เขาชอบก้อนหินตรงนั่นแอบมานอนหลับบนก้อนหินบ่อยๆ มะม่วงชอบมองออกไปเห็นทะเลสวย เห็นน้ำทะเลสีครามกับเรือที่ลอยอยู่สูงเหนือหลังคาหมู่บ้านข้างล่างโน่น "
ผมสังเกต สีหน้าคินูตะซัง พูดถึงลูกสาวเขา อย่างมีความสุข
" ถึงจะย้ายบ้านไปที่หมู่บ้านชายทะเลข้างล่างแล้ว มะม่วงยังแวะเวียนมาดูบ้านเดิมบ่อยๆ "
"มะม่วงซัง คงชอบสถานที่เงียบๆสงบนะครับ " ผมกลับสะดุดคำพูดของผม คินูตะซังหันมามองผม แต่ไม่ถามอะไร
" แม่ของมะม่วงเขาพอมีความรู้จากเมืองไทยเรื่องนวดตัวด้วยสมุนไพร เราก็เลยเปิดบ้านเป็นร้านใช้ชื่อร้านมะม่วงนวดแผนไทย " เขาอธิบายต่อ ในขณะที่เราเดินกันไปเรื่อยๆ
" ป้ายชื่อร้าน มะม่วง เหมือนผมเคยเห็น..."
" เห็นที่ไหน " เขาหันมาถาม
" เห็น... เห็น ..ที่..." ผมลังเลที่จะตอบ เพราะถ้าผมตอบไปเขาคงว่าผมสติไม่ดีแน่
" ถึงแล้วครับ " คินูตะซัง ไม่รอคำตอบจากผม
" โน่นครับ ผมจะไปที่รถคันนั้น คุณจะไปไหม"
คินูตะซังชี้มือไปที่รถเก๋งคันสีแดงคันนั้น ผมกลับทำหน้าสงสัย จ้องมองหน้าเขา
"อะไรครับ " เขาถามผม เมื่อเห็นหน้าผมเลิกลัก
"คือว่า...เออ..."
"คุณอยากเจอมะม่วงไม่ใช่เหรอ "
" มะม่วง...เออ... " ผมแปลกใจ อุทานออกมา
" มะม่วงอยู่ที่รถนั่น ผมมาที่นี่ทุกวัน เอาน้ำดื่ม ดอกไม้มาให้ ลูกสาวผม " คินูตะซังพูดพร้อมกับ ยกตะกร้าขึ้นดูดอกไม้ที่ถือมา ยังสดๆมีกลิ่นหอมอ่อนโชยผ่านจมูกผมไป แล้วก็เดินนำหน้าผม ข้ามท่อนไม้ไปอย่างคล่องตัว
"ปลาซัง เดินระวังหน่อย ร่องน้ำตรงนี้" คินูตะซัง ชี้มือให้ผมดูท่อนต้นไม้ที่วางพาดอยู่
ผมยังลังเลและยืนงงๆเหมือนมีอะไรมาฟาดที่ศีรษะสองสามทีจนมึน สมองผมกำลังสับสน ที่จะพยายามลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่เมื่อวานนี้มา
ผมเจอมะม่วงซังที่บ้านเธอ เอาน้ำมาให้ดื่ม นั่งคุยกันก็ไม่เห็นมีอะไรที่แปลกแตกต่างที่ทำให้ผมรู้สึกผิดปกติ
แต่มาวันนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด ผมมองเห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งในรถแต่เมื่อเดินเข้าไปหาแล้วกลับไม่เจอ ผมนึกขึ้นได้ว่า ผู้หญิงคนนั้น มองลักษณะ รูปร่างคล้ายกับมะม่วงซังด้วย ยิ่งเมื่อมาเจอกับคินูตะซังที่อ้างว่าเป็นเป็นพ่อของมะม่วงซัง...สมองผมมึนตื้อไปหมด
ผมคงไม่มีเวลาที่จะคิดหาเหตุและผลต่อไป รีบคว้าถุงขนมที่ซื้อมาฝากมะม่วงซังเมื่อเช้านี้ติดมือไปด้วย ดีดขาตั้งรถจักรยานลง แล้วเดินไปบนท่อนไม้ข้ามคลองไปแบบไม่กลัวตกเหมือนครั้งแรก ผมตามคินูตะซังไปอย่างใจครุ่นคิด สงสัย
คิตะนูซังเดินไปเปิดประตูรถ หยิบเอาช่อดอกไม้เก่าที่อยู่ในรถออก แล้วเปลี่ยนช่อดอกไม้ใหม่ที่สด หลากสี มีก้านดอกยาวและใบเขียวสด สีชมพู ขาวและฟ้าอ่อนวางไว้แทนที่พร้อมขวดน้ำมาเปิดฝาออกวางลง บนกระจังคอลโซลหน้ารถอย่างทนุถนอม
"มะม่วง...โต้ซังมาแล้วนะ เอาดอกไม้มาเปลี่ยนให้ วันนี้พาเพื่อนมะม่วงมาด้วย ปลาซัง...เขาเป็นคนไทย " คินูตะซังพูดออกมาดังๆ ผมยืนมองดูการกระทำของเขาอยู่จนได้ยิน
"มะม่วงอยู่ไหนครับ " ผมเอยถามเขา เพราะผมมองหาไม่เห็น
เขามองหน้าผม แต่ไม่ตอบ กลับไปหยิบไม้ขนไก่ออกมาปัดๆไปทั่วตัวรถ เขาทำแบบนี้โดยไม่หันมาพูดกับผม
เขามองหน้าผม แต่ไม่ตอบ กลับไปหยิบไม้ขนไก่ออกมาปัดๆไปทั่วตัวรถ เขาทำแบบนี้โดยไม่หันมาพูดกับผม
"มะม่วง... อย่าไปกวนปลาซังนะ เขามาเที่ยว มาเยี่ยมเรา เขามาดี " ผมเห็นเขาเช็ดน้ำตาที่แขนเสื้อซ้ายและขวา ในขณะที่เช็ดถู ปัดรถไปทั่วคัน การกระทำของคินูตะซังทำให้ผมพูดไม่ออก ได้แต่ยืนมอง สงสัยเขาอย่างมาก
เขาทำจนเสร็จ แล้วหยิบอะไรบางอย่างออกมาให้ผมดู
" นี่ไง ป้ายชื่อร้านมะม่วงนวดแผนไทย เหลือไว้ให้ผมดูต่างหน้า " พูดจบ ดวงตาของเขากลับแดงขึ้นมาอีก แล้วน้ำตาก็เออไหลออกมา เขายกมือขึ้นเช็ดน้ำตาอีกครั้ง
" วันนั้น ...ผมออกเรือพานักท่องเที่ยวไปตกปลากลางทะเล จะรีบกลับเข้าฝั่ง แต่ก็โชคร้าย ยังไม่่ถึงฝัง เรือผมโดนคลื่นสึนามิเสียก่อน” เขาเล่าไป เช็ดน้ำตาไปด้วย ผมตั้งใจฟัง
" โอโต้ซัง กลับเร็วๆมี ประกาศคลื่นสึนามิในทะเล " เขาหยุดเล่า เอามือป้ายน้ำตาคินูตะซังกำลังจะขุดคุ้ยอดีตที่แสนจะเจ็บปวด มาเล่าให้ผมฟัง
“ ลูกสาวผมโทรมา เป็นห่วงผมกำลังอยู่กลางทะเล เรือผมถูกคลื่นลูกใหญ่กระแทกจนเรือแตก ผมก็พยายามช่วยเหลือตัวเอง ” คินูตะซังเล่าทั้งน้ำตา
“ ลูกสาวผมโทรมา เป็นห่วงผมกำลังอยู่กลางทะเล เรือผมถูกคลื่นลูกใหญ่กระแทกจนเรือแตก ผมก็พยายามช่วยเหลือตัวเอง ” คินูตะซังเล่าทั้งน้ำตา
ผมจำได้ว่ามะม่วงบอกกับผมว่า พ่อของเธอจมหายไปในทะเลระหว่างพานักท่องเที่ยวออกไปตกปลา ในวันที่เกิดสึนามิ
นี่... ผมกำลังจับต้นชนปลายไม่ถูก มันสับสน จนหัวหมุน คิดอะไรวกไปวนมาหมด
" ผมลอยคออยู่กลางทะเลข้ามคืนข้ามวัน มีเพียงถังน้ำมันบนเรือที่ผมคว้าไว้ได้ ช่วยพยุงตัวผมไว้... คลื่นแรงพัดผมออกจากฝั่งไกลมาก ผมมองไม่เห็นอะไรเลย มันเวิ้งวาง ผมคิดว่าผมไม่รอดแน่ๆ ..ผมหมดแรง หมดหวัง กำลังจะตาย " น้ำตาเขายังคลอเบ้าตา
เขามองเหม่อลอย ออกไปยังท้องทะเลลิบๆเบื้องหน้าที่เรายืนคุยกันอยู่ ท้องทะเลวันนี้เหมือนจะไม่รับรู้ความทุกข์แสนสาหัสใดๆของชายคนนี้ที่ยืนอยู่ข้างๆผม
เขามองเหม่อลอย ออกไปยังท้องทะเลลิบๆเบื้องหน้าที่เรายืนคุยกันอยู่ ท้องทะเลวันนี้เหมือนจะไม่รับรู้ความทุกข์แสนสาหัสใดๆของชายคนนี้ที่ยืนอยู่ข้างๆผม
เขาเล่าไป ดวงตาแดงกล่ำ ช้ำน้ำตา
" แล้ว..." ผมเอยขัดขึ้น เขาหันกลับมามองหน้าผม
" แล้ว...แล้ว ผมก็รอด...คุณเชื่อไหม นาทีสุดท้าย ก่อนที่ผมจะหมดแรงปล่อยมือจากถังน้ำมัน ...ผมนึกขึ้นมาได้ " เขาเอามือกำที่กระเป๋าเสื้อที่สวมใส่อยู่แน่นเหมือนจะบีบเค้น ผมมองหน้าเขา นิ่ง ! ไม่กระพริบตา อยากให้เขาพูดมาไวๆ
" สิ่งหนึ่งที่ผมติดตัวตลอดเวลา ผมดึงออกมาจากกระเป๋าเสื้อ อธิษฐาน ขอให้มาช่วยผมให้รอดตาย..." คินูตะซังเอามือล้วงที่กระเป๋าเสื้อ
"อะไรหรือครับ " ผมถามอยากรู้
" นี่ไง..." เขาแกะเข็มกลัดที่ร้อยเหรียญไว้ออกจากกระเป๋าเสื้อ ดึงออกมา ชูให้ผมดู พลิกกลับไปกลับมา เป็นเหรียญกลมสีเงินวาว ถูกหุ้มไว้ด้วยแผ่นพลาสติคแข็งใส มองเห็นลวดลายได้ทั้งหน้าและหลังเหรียญชัดเจน
เขายกอุ้งมือที่กำเหรียญนั้นไว้ ชูขึ้นเหนือหัว เหมือนทำความเคารพ
เขายกอุ้งมือที่กำเหรียญนั้นไว้ ชูขึ้นเหนือหัว เหมือนทำความเคารพ
" เหรียญนี้คนไทยมีด้วยกันทุกคนครับ " ผมบอกกับเขา ผมรู้สึกซาบซึ้งขึ้นมาทันที แม้คนญี่ปุ่นอย่างคินูตะซังก็ยังมีสิ่งนี้พกติดตัวตลอดเวลา อย่างไม่น่าเชื่อ...
"แล้วพระองค์ท่านก็ช่วยผมให้รอดตาย... สักครู่ผมได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์บินมาค้นหา แล้วก็ ดึงผมขึ้นจากทะเล มันมหัศจรรย์จริงๆ " ดวงตาเขาสดใสมากขึ้น เมื่อเล่าถึงช่วงนี้
ท้องฟ้าเริ่มเปิด ละอองปุยหิมะค่อยๆปลิวร่วงจนเบาบางลง แสงแดดอ่อนๆ ส่องผ่านปุยเมฆบนฟ้า ส่องแสงเป็นประกายสีสัน
"มะม่วงซังกับโอก้าซัง ปลอดภัยใช่ไหมครับ " ผมอยากรู้จากปากคินูตะซังมากกว่า ที่ได้ยินจากมะม่วงซังเล่าให้ฟังว่าแม่กับพ่อเขา ถูกคลื่นสึนามิ กลืนหายไป เสียงเขาถอนหายใจดังจนผมได้ยิน เขาขบกรามแน่น จนขึ้นเป็นสันนูนข้างสองแก้ม
" ผมกลับไม่ได้ ทางการห้าม มีรังสีนิวเคลียร์รั่วออกจากโรงไฟฟ้าแพร่กระจายไปทั่ว ช่วงนั้นผมไม่รู้ข่าวลูกเมียผมเลย " เขาเอามือปิดหน้า เหมือนจะสะอึกเบาๆ
" พอทางการเขาประกาศให้เข้าพื้นที่ได้ ผมกลับมาไม่...พบทั้งคู่ ผมพยายามที่สุดแล้ว " เขาเค้นคำพูดออกมาอย่างยากลำบากเหลือเกิน
"ทั้งคู่อาจจะยังมีชีวิตอยู่นะครับ" ผมปลอบใจเขา ทั้งๆรู้อยู่กับใจ
" ลูกสาวผมขับรถมารับโอก้าซัง แต่คงไม่ทัน คลื่นมันไหลทะลักเข้ามาเร็ว รุนแรง นี่ไง..รถมะม่วงมาติดคาอยู่ที่นี้ ….” เขามองไปที่รถเก๋งเบื้องหน้าเราที่จอดสงบนิ่ง
ความรู้สึกของผม ช็อกวูบไป เหมือนโดนลูกบอลเหวี่ยงกระแทกศีรษะ มีอาการเกือบล้มทั้งยืน มือเย็นจนเหงื่อออก
ผมเริ่มรับรู้แล้วว่า เหตุการณ์เมื่อวานนี้ที่ผมได้พบเจอกับมะม่วงซัง ที่บ้านหลังนั้น ได้พูดคุยกับเธอนั้น เหมือนกับผมหลุดเข้าไปในอีกมิติหนึ่งที่ไม่เป็นจริง แต่เหมือนกับเหตุการณ์นั้นเป็นจริง สำหรับผม มันเป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์ได้ ถ้าใครไม่ได้รับรู้และสัมผัสกับตัวเองเหมือนกับผม
ผมเริ่มรับรู้แล้วว่า เหตุการณ์เมื่อวานนี้ที่ผมได้พบเจอกับมะม่วงซัง ที่บ้านหลังนั้น ได้พูดคุยกับเธอนั้น เหมือนกับผมหลุดเข้าไปในอีกมิติหนึ่งที่ไม่เป็นจริง แต่เหมือนกับเหตุการณ์นั้นเป็นจริง สำหรับผม มันเป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์ได้ ถ้าใครไม่ได้รับรู้และสัมผัสกับตัวเองเหมือนกับผม
โลกนี้ยังมีสิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาติ ที่เราพิสูจน์ยังไม่ได้ และใช่ว่าจะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ไม่ได้ อาจจะเป็นภพซ้อนภพที่ถูกซ่อนไว้ ซึ่งยากนักที่ทุกคนจะได้สัมผัสและเข้าถึง
มันเป็นเรื่องปฎิหาริย์ที่เกิดขึ้นกับผมโดยตรง หากแต่ ความเชื่อและความศรัทธานั้น ต้องตั้งอยู่บนเหตุผลและไม่งมงายจนเกินไป
เรื่องของมะม่วงซัง ผมคิดแค่เพียงว่าเธอมาในรูปแบบพลังงานชนิดหนึ่ง ที่อยากจะมาบอก มาเล่าความจริงให้กับคนๆหนึ่งรับรู้และคนๆนั้นต้องมีจิตสื่อถึงกันได้ และต้องเป็น คนไทย...อย่างผมด้วย
ผมเดาว่าเธอต้องรักประเทศไทยมาก เธอจึงมาสร้างเหตุการณ์ให้ผมได้มาพบกับเธอในรูปพลังงานชนิดหนึ่งที่สื่อสารกับผมได้สนิทใจ
ความนึกคิดสับสนเข้ามาครอบงำในสมองผม จนหูอื้อ ตาลาย คิดอะไรไม่ถูก ผมเงียบไปสักพักหนึ่ง
ความนึกคิดสับสนเข้ามาครอบงำในสมองผม จนหูอื้อ ตาลาย คิดอะไรไม่ถูก ผมเงียบไปสักพักหนึ่ง
คินูตะซังเอยขึ้นจนผมสะดุ้ง
" ผมมาหาลูกสาวผม ที่นี่ทุกวัน เอาน้ำดื่ม ดอกไม้มาให้ ดูแลรักษารถของคันนี้อย่างดี " เขายกท่อนแขนขึ้นเช็ดน้ำตาอีก
" ผม... ผมเสียใจด้วยครับ คนที่นี้หายไปกับคลื่นสึนามิ รวมทั้ง... เออ....เออ " ผมพูดไม่ออก เหมือนมีก้อนแข็งๆอะไรมาจุกที่ลำคอ
" ใช่.... หายไปกับคลื่นน้ำสึนามิ " คินูตะซังพูดออกมาเบา จนผมแทบไม่ได้ยิน
ทุกอย่างเงียบลงชั่วขณะ ไม่มีเสียงอื่นใดแทรกมาให้ได้ยิน นอกจากเสียงถอนหายใจป่นสะอื้นเบาๆจากคินูตะซัง...
" เออ...ผมมีของมาฝากมะม่วงซังด้วยครับ " ผมนึกขึ้นได้ หยิบถุงขนมกับกระป๋องเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่ซื้อมา ออกจากถุงหูหิ้ว
ผมเดินไปหน้ารถของมะม่วงซัง ค่อยๆเอาของฝากทั้งหมดวางลงบนฝากระโปรงหน้ารถอย่างแผ่วเบา ผมก้มหน้าระลึกถึงเธอ พูดเบาๆผ่านสายลมและไอหนาวของหิมะเย็นๆที่โชยเข้ามาปะทะใบหน้าผม
"มะม่วงซัง...คุณจะอยู่ที่ไหน บนขุนเขา บนฟ้า บนสวรรค์หรือในท้องทะเลเบื้องหน้าผม เรื่องทั้งหมดเมื่อวาน...ที่เราได้พบ พูดคุยกัน ทุกอย่างจะอยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป...ตลอดไป... ผมขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ช่วยพาดวงวิญญาณอันบริสุทธิ์ของมะม่วงซังกับโอก้าซัง จงกลับไปสู่ภพภูมิที่ดีด้วยเถิด...สาธุ " ผมก้มศีรษะให้เธออยู่นานเพื่อเป็นการระลึกถึงและเคารพในดวงวิญญาณของเธอและแม่ของมะม่วงซัง
ผมหวังว่าเธอกำลังมองการกระทำขณะนี้ของผมอยู่
แสงแดดส่งประกายสีรุ่งอ่อนๆส่องลงก้อนหิมะที่โรยอยู่บนยอดหญ้า เกิดพรายแสงแวววาว เหมือนใครเอาเกร็ดเพชรมาโรยไว้ เธอคงรับรู้ผ่านสีแสงที่กำลังเปล่งประกายสวยงามเวลานี้แล้ว
พระอาทิตย์ ดวงกลมโตสีส้มแดงดวงใหญ่ลอยอยู่เบื้องหน้าผม เหนือหมู่บ้านริมชายหาด ครึ่งดวงกำลังจะถูกกลืนด้วยท้องทะเลที่เวิ้งว้างสุดตา แสงจับขอบฟ้าและผืนน้ำทะเลเป็นสีทองระยิบระยับมองเห็นไกลๆ วันนี้ท้องทะเลดูสวยงามอย่างไรบอกไม่ถูก
เบื้องหน้าก้อนเมฆที่กระจายเป็นรูปร่างแปลกๆ บนฟ้าที่กำลังฉาบแสงสีรุ่งสวยงาม ผมเห็นใบหน้ามะม่วงซัง เธอปรากฏให้เห็น ดูเธอมีความสุข มีรอยยิ้ม เธอยิ้มให้ผม เหมือนกับที่ผมเห็นเธอครั้งแรกที่บ้านหลังนั้น
เงาของเธอ ...ปรากฎเป็นรูปร่างเลือนลาง ยืนโบกมือให้ผมไหวๆเธอมองผมจากฟ้าเบื้องบน เหมือนเธอกำลังบอกลาจากผม ไปชั่วนิรันดร รอยยิ้มของเธอ มีคราบน้ำตาสะท้อนแสงวับวาวจนอาบแก้มสองข้าง
ผมจ้องมองอยู่นาน จนเธอค่อยๆจางไปกับปุยเมฆและค่อยๆเลือนหายไปกับแสงสุดท้าย
ผมโบกมือให้เธอด้วยอาการมือสั่นไหว เหมือนกับคนที่เพิ่งตื่นจากภวังค์ สิ่งสุดท้ายที่ผมทำได้ขณะนี้เพื่อระลึกถึงเธอ คือหยดน้ำตาของความอาลัย อาวรณ์สำหรับเธอ มะม่วงซัง จากนี้ตลอดเวลาและตลอดไป
ผมโบกมือให้เธอด้วยอาการมือสั่นไหว เหมือนกับคนที่เพิ่งตื่นจากภวังค์ สิ่งสุดท้ายที่ผมทำได้ขณะนี้เพื่อระลึกถึงเธอ คือหยดน้ำตาของความอาลัย อาวรณ์สำหรับเธอ มะม่วงซัง จากนี้ตลอดเวลาและตลอดไป
ผมยกมือปาดหยดน้ำตาที่ไหลพรั่งพรูออกมาโดยไม่รู้ตัว เพราะไม่อยากให้คินูตะซังเห็น
ความมืดสลัวๆเริ่มโรยตัวเข้ามาครอบคลุมบริเวณนั้น ชั่วครู่ที่ผมจับจ้องอยู่บนปุยเมฆบนท้องฟ้า
ผมหันกลับมาหาคินูตะซัง
ความมืดสลัวๆเริ่มโรยตัวเข้ามาครอบคลุมบริเวณนั้น ชั่วครู่ที่ผมจับจ้องอยู่บนปุยเมฆบนท้องฟ้า
ผมหันกลับมาหาคินูตะซัง
ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าผมเพื่อจะบอกลาเขากลับที่พัก
คินูตะซังไม่อยู่แล้ว เขาหายตัวไปไหน...
คินูตะซังไม่อยู่แล้ว เขาหายตัวไปไหน...
จบบริบูรณ์
บทประพันธ์ห้ามดัดแปลง เพิ่มเติม คัดลอก ลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย
บทประพันธ์ห้ามดัดแปลง เพิ่มเติม คัดลอก ลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย
ขอขอบคุณ
ท่านผู้อ่านทุกท่านที่พยายามอ่านจนจบเรื่อง
ภาพประกอบเรื่องจากอินเตอร์เน็ต ซึ่งผมจำไม่ได้ว่าก๊อปมาจากเว็บไหน
ผู้เขียนยินดีรับคำติชมทุกความเห็น คำแนะนำ ด้วยความเคารพครับ
สุดท้ายของสุดท้าย
อยากบอกว่าอย่าได้นำผลงานเขียนของผม ไปเปรียบเทียบกับนักเขียนที่มีชื่อเสียงหรือนักเขียนท่านอื่นๆเด็ดขาด เพราะงานเขียนของผมยังขาดประสบการณ์อีกมาก...
ท่านผู้อ่านทุกท่านที่พยายามอ่านจนจบเรื่อง
ภาพประกอบเรื่องจากอินเตอร์เน็ต ซึ่งผมจำไม่ได้ว่าก๊อปมาจากเว็บไหน
ผู้เขียนยินดีรับคำติชมทุกความเห็น คำแนะนำ ด้วยความเคารพครับ
สุดท้ายของสุดท้าย
อยากบอกว่าอย่าได้นำผลงานเขียนของผม ไปเปรียบเทียบกับนักเขียนที่มีชื่อเสียงหรือนักเขียนท่านอื่นๆเด็ดขาด เพราะงานเขียนของผมยังขาดประสบการณ์อีกมาก...
