Straw bale house บ้านก้อนฟาง
บทความจาก บ้านพันพรรณ โดย โจน จันได

    เกิดขึ้นครั้งแรกที่รัฐเนบราสกา ในอเมริกา โดยนักบุกเบิกรุ่นแรกๆที่อพยพไปอยู่ในอเมริกาในรัฐนี้จากทุ่งกว้างใหญ่ไพรศาลหาไม้ยากวัสดุก่อสร้างอื่นหายาก เนื่องจากเป็นพื้นที่โล่งราบลมแรงมากคนก็เเอาฟางมาตั้งซ้อนกันเป็นที่หลบลม ต่อมาก็มีคนทำหลังคาใส่เอาดินมาฉาบก็เลยเป็นบ้านที่อยู่สบายทนทานต่อแรงลมป้องกันเสียงป้องกันความหนาวความร้อนได้ดีเพราะฟางเป็นฉนวนป้องกันการถ่ายเทอุณหภูมิได้ดีที่สุดหลังจากนั้นบ้านก้อนฟางก็กลายเป็นที่นิยมของผู้คนในมลรัฐนั้นเรื่อยมาจนอเมริกาเจริญก้าวหน้าคนเริ่มหันมาใช้คอนกรีตและวัสดุอื่นแทนจนประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้คนเริ่มให้ความสนใจมากขึ้นเพราะต้นทุนถูกเป็นมิตรกับสิ่งแดล้อมและควบคุมอุณหภูมิได้ดีกว่าบ้านทุกชนิด ทั้งในอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มีคนทำบ้านก้อนฟางมากขึ้น บ้านก้อนฟางในยุคแรกจะเป็นบ้านระบบผนังรับน้ำหนักไม่มีเสาไม่มีโครงสร้างไม้แต่ปัจจุบันคนทำบ้านก้อนฟางแบบใหม่ คือเปลี่ยนมาเป็นระบบเสารับน้ำหนักซึ้งต้องใช้ไม้ใช้เสามากขึ้นความจริงแล้วมันก็เหมือนบ้านคอนกรีตบ้านไม้ทั่วไปเพียงแต่ผนังเป็นฟางเท่านั้นเองทุกวันนี้ยังมีคนจำนวนมากที่ยังทำบ้านก้อนฟางโดยวิธีดั้งเดิม คือระบบผนังรับน้ำหนัก เพราะมันถูกกว่าง่ายกว่า และแข็งแรงมากบ้านรุ่นแรกที่นักบุกเบิกเข้าไปทำไว้หลายหลังยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันซึ่งมีอายุกว่า 100 ปี ในที่นี้จะพูดถึงการทำบ้านก้อนฟางแบบผนังรับน้ำหนักหรือแบบดั้งเดิมเท่านั้นเพราะบ้านระบบเสารับน้ำหนักเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยอยู่แล้ว วิธีการทำบ้านก้อนฟาง
    1. การเลือกที่ พื้นที่จะสร้างบ้านก้อนฟางต้องเป็นพื้นที่น้ำท่วมไม่ถึง หากเป็นที่ลุ่มก็ควรถมที่ให้สูงเพราะบ้านก้อนฟางน้ำจะท่วมไม่ได้เลย บ้านก้อนฟางก็คล้ายบ้านดินไม่กลัวลมไม่กลัวฝน ไม่กลัวไฟกลัวอย่างเดียวคือน้ำท่วมที่ที่เป็นที่ลุ่มมากๆระดับน้ำท่วมแต่ละปีไม่แน่นอนไม่ควรสร้างหรือถ้าจำเป็นต้องสร้างควรถมที่ดินให้สูงมาก
    2. การทำฐาน เนื่องจากฟางดูดซับน้ำได้ดีและเน่าเร็วถ้าเปียกน้ำดังนั้นการป้องกันน้ำหรือความชื้นไม่ให้มาถึงฟางได้จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งการทำฐานคอนกรีตหรือฐานหินให้สูงจากพื้นดินอย่างน้อย 5 นิ้วขึ้นไปจะช่วยป้องกันความชื้นไม่ให้ขึ้นมาถึงก้อนฟางได้ดีส่วนมากฐานจะเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก เหมือนฐานบ้านทั่วไปเพียงแต่ฐานบ้านก้อนฟางจะใหญ่กว่าฐานบ้านทั่วไป กำแพงบ้านก้อนฟางจะใหญ่เท่าก้อนฟาง ดังนั้นฐานจึงมีหน้ากว้างเท่ากับก้อนฟางด้วยการทำฐานบ้านก้อนฟางก็เหมือนกับทำฐานบ้านดิน คือทำฐานเหนือดินเพราะวัตถุประสงค์หลักของบ้านก็เพื่อป้องกันความชื้นและปลวกไม่ให้ขึ้นมาถึงก้อนฟางได้โดยปกติแล้วปลวกไม่ค่อยชอบกินฟางเท่าไหร่ ยกเว้นกรณีที่ฟางเปียกชื้นทับถมกันแน่นๆถ้าฟางแห้งปลวกไม่กินในระหว่างที่ทำฐาน ควรจะเอาไม้หรือเหล็กเส้นตัดประมาณ ฟุตครึ่ง เสียบลงไปในคอนกรีตให้ปลายไม้ไผ่ หรือเหล็กโผล่ขึ้นมาประมาณ หนึ่งฟุต ห่างกันประมาณฟุตครึ่ง หรือกะให้พอดีกับก้อนฟางหนึ่งก้อน ควรจะอยู่บนเหล็กเส้นหรือไม้ไผ่สองเส้นหัวท้ายเพื่อที่จะให้เสียบก้อนฟางลงกับไม้หรือเหล็กเส้นเหล่านี้ได้
    3. ก้อนฟาง ควรเป็นก้อนฟางใหม่ที่สุดแห้งสนิทไม่มีความชื้นไม่มีเชื้อราขึ้นก้อนฟางที่อัดแน่นถือว่าดีที่สุดฟางจะเป็นฟางอะไรก็ได้หรือก้อนหญ้าอะไรก็ได้ขอให้อัดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมผืนผ้า ปกติจะมีขนาด ยาว 1 เมตร กว้าง 45 - 50 เซนติเมตร
    4. การใส่วงกบประตู ควรจะตั้งวงกบประตูให้เสร็จก่อนที่จะเริ่มก่อ ตั้งเสร็จก็ใช้ไม้ยึดไว้ไม่ให้เคลื่อน
    5. การก่อ ก่อนก่อให้วางท่อพีวีซี ขนาด 4 หุน หรือตัดไม้ไผ่ให้มีปล้องยาวขนาดเท่ากับก้อนฟางวางไว้บนฐานเป็นช่วงๆห่างกันประมาณเมตรครึ่ง สำหรับเอาไว้ร้อยเชือกขึ้นไปรัดโครงหลังคาก่อนมุงหลังคาอย่างน้อยด้านละสองตำแหน่งการก่อใช้ก้อนฟางเสียบลงไปที่เหล็กเส้นหรือไม้ที่เราเสียบฝังไว้ติดกับหน้าฐานโดยวางก้อนฟางให้ตรงกันมากที่สุดจากนั้นก็วางชั้นที่สองระวังไม่ให้ปลายก้อนฟางตรงกับปลายก้อนฟางชั้นล่างต้องวางสลับกันเสมอเหมือนกับการก่ออิฐทุกอย่างพอก่อชั้นที่สองเสร็จใช้ไม้ไผ่หนา 1 นิ้ว ยาวเท่ากับฟาง 2 ก้อน ตอกยึดกับก้อนฟางแถวล่าง ทุกๆชั้นต้องตอกไม้ให้ยึดกับชั้นล่างตลอดการตัดก้อนฟางเพื่อให้ได้ฟางครึ่งก้อนหรือตามขนาดที่เราต้องการนำก้อนฟางมาวางแต่อย่าพึ่งตัดเชือกที่มัดก้อนฟางทั้งสองเส้นให้ใช้ลวดแข็งๆ หรือไม้ไผ่เจาะรูปลายด้านหนึ่งเพื่อให้เป็นรูเข็มใช้เชือกสำหรับมัดก้อนฟางร้อยเข้าไปในรูเข็มแล้วใช้เข็มไม้หรือเข็มลวดเสียบให้ทะลุก้อนฟางตรงที่เราต้องการจะตัดเพื่อร้อยเชือกแล้วมัดให้แน่นแล้วร้อยเชือกมัดอีกด้านให้แน่นเหมือนกันมัดแถวล่างอีกสองเส้นก่อนแล้วตัดเชือกเก่าทั้งสองเส้นเราก็จะได้ก้อนฟางเล็กสองก้อนตามต้องการ
    6. การใส่วงกบหน้าต่าง เมื่อก่อมาถึงระดับที่จะใส่วงกบหน้าต่างนำวงกบมาตั้งบนกำแพงฟางได้เลยแล้วจับระดับน้ำให้เรียบร้อยก่อนตีไม้ยึดไว้แล้วก่อก้อนฟางชนกับวงกบไปได้เลยบางคนอาจจะใช้ไม้กระดานหรือไม้อัดหนาประมาณ 1 นิ้ว กว้างเท่ากับก้อนฟาง ตีเป็นกล่องสี่เหลี่ยม วางเป็นวงกบไว้ก่อน พอก่อเสร็จค่อยเอาวงกบจริงมาติดข้างในอีกทีก็ได้ ซึ่งจะทำให้ได้ผนังภายในช่องหน้าต่างที่เรียบและมีมุมมีเหลี่ยมสำหรับคนที่ชอบมุมเหลี่ยมที่คมๆ
    7. ทับหลัง เนื่องมาจากก้อนฟางขนาดใหญ่มากเมื่อวางบนหลังวงกบจะไม่เเน่นให้มั่นคงเท่าไหร่ถ้าใส่ไม้สองท่อนวางห่างกันนิดหน่อยเป็นทับหลังจะทำให้ก้อนฟางแน่นสนิทมากขึ้นไม่ขยับง่ายถ้าไม่อยากใช้ไม้สองท่อนอาจจะใช้ไม้กระดานแผ่นเดียวกว้างหน่อยวางเลยก็ได้ไม้ทับหลังควรยาวพาดอยู่บนก้อนฟางทั้งสองข้าง ข้างละอย่างน้อย 5 นิ้ว ขึ้นไปก็ใช้ได้ ไม้ทับหลังจะเป็นไม้อะไรก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นไม้เนื้อแข็ง หรือไม้เนื้อดี เพราะสุดท้ายเราจะฉาบทับด้วยดินหนาๆก็จะไม่มีปัญหาเรื่องมอดหรือการผุพัง
    8. การทำโครงหลังคา เมื่อก่อได้ความสูงขนาดที่ต้องการแล้ว ให้วางไม้รอบกำแพงทั้งหมด แล้วตีตะปูยึดติดกันให้แน่น ไม้ควรมีขนาด ไม้หน้าสามขึ้นไป หรือถ้าเป็นไม้กลมก็ควรจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางอย่างน้อย 3 นิ้ว ขึ้นไป แล้วให้ตีดั้งตีกลอน เป็นโครงหลังคาต่อจากไม้ชุดนี้ขึ้นไปเหมือนกับการทำบ้านดินทุกอย่าง พอทำโครงเสร็จก่อนมุงหลังคาให้ใช้เชือกทรในล่อน หรือลวด ที่มีขนาดพอที่จะร้อยเข้าไปในท่อพีวีซีหรือท่อไม้ไผ่ที่วางไว้ที่ฐานก่อนเริ่มก่อ ร้อย แล้วดึงเชือกขึ้นมา รัดไม้โครงหลังคามัดยึดกับกำแพงกก้อนฟางให้แน่น
    9. มุงหลังคาบ้านก้อนฟาง จะใช้หลังคาอะไรก็ได้เหมือนบ้านธรรมดาจะเป็นหญ้าคา สังกะสี กระเบื้องลอนคู่ หรือกระเบื้องซีเมนต์ ก็ได้แล้วแต่ชอบ เพราะบ้านก้อนฟางรับน้ำหนักได้มากกว่าบ้านไม้หลายเท่าตัว เพราะมันเป็นระบบผนังรับน้ำหนัก
    10. การเดินสายไฟและระบบน้ำ เมื่อมุงหลังคาเสร็จก่อนฉาบ ควรเดินสายไฟ และระบบน้ำให้เสร็จก่อน ซึ่งทั้งสายไฟ และระบบน้ำสามารถพับลวดแข็งๆ เป็นรูปตัวยูแล้วเสียบยึดสายไฟ หรือวางท่อน้ำติดต่อกับก้อนฟางได้เลย ตรงที่เป็นปลั๊กหรือสวิทก็ตัดแผ่นไม้อัดหนาๆ หรือไม้เนื้ออ่อนขนาดใหญ่กว่าปลั๊กหรือสวิทตัดนิดหนึ่ง ใช่สว่านเจาะรูที่ปลายมุม 4 ด้าน แล้วใช้ลวดที่พับเป็นรูปตัวยู เสียบตามรูและยึดกับก้อนฟางแต่ให้พออยู่ก่อนแล้วค่อยฉาบดินทับที่หลัง ตอนแรกอาจจะขยับไปมาได้บ้าง แต่เมื่อฉาบเสร็จจะแน่นมาก
    11. การฉาบ เมื่อระบบไฟฟ้า น้ำประปา หรือหลังคาเสร็จเรียบร้อยเราก็จะเริ่มทำงานสบายๆในที่ร่มนั่นคือการฉาบ บ้านก้อนฟางจะฉาบด้วยซีเมนต์ หรือดินก็ได้ การฉาบด้วยซีเมนต์ในประเทศตะวันตกมักจะใช้เครื่องพ่นซีเมนต์พ่นใส่ผนัง แล้วตามด้วยเกรียงเหล็กฉาบให้เรียบร้อยตามต้องการ การใช้เครื่องพ่นซีเมนต์ หรือพ่นดินฉาบทำให้ติดผนังได้ดีขึ้นง่ายขึ้น แต่ก็ไม่เร็วเท่าฉาบด้วยมือเท่าไหร่ การฉาบดินด้วยมือก็เร็วดีแต่ต้องฉาบสองรอบ รอบแรกฉาบด้วยดินเหลวมากทิ้งให้แห้งประมาณครึ่งชั่วโมแล้วไช้ดินที่ เหนียวขึ้นฉาบตามหลัง ถ้าใช้ดินเหนียวฉาบรอบเดียวจะยากมากเพราะดินฉาบไม่ค่อยติดกับฟาง
ส่วนผสมของซีเมนต์ฉาบ ส่วนมากจะใช้ปูนซีเมนต์ 1 ส่วนผสมกับทราย 2-3 ส่วน ขนาดที่พอดีฉาบง่ายแล้วไม่ร้าวบางคนอาจจะผสมใยหินเข้าไปด้วยเพื่อลดการร้าว และทำให้แข็งขึ้นแต่ใยหินก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพมาก ส่วนผสมของดินฉาบ ก็มีหลายสูตร แต่ที่ง่ายที่สุดคือ ใช้ดินดินที่มีในพื้นที่ผสมกับแกลบหรือทรายเข้าไปลองฉาบดูถ้าไม่มีรอยร้าวก็ใช้ได้ แต่ถ้าอยากให้แน่นอนมากขึ้นก็อาจจะต้องใช้สูตรตวงดินเหนียวมากๆ 1 ส่วนผสมทราย 3 ส่วน ก็ได้ แต่ไม่ว่าจะฉาบด้วยสูตรไหนก็ตามสิ่งสำคัญคือไม่ร้าว เพราะรอยร้าวทำให้น้ำและ ความชื้นเข้าไปถึงก้อนฟาง ทำให้เน่าได้
q12. การทาสี ตอนฉาบจะเป็นอะไรก็ได้ขอให้เรียบเสมอกันไม่ร้าวใช้ได้ สิ่งสำคัญคือ สี เพราะสีคือตัวทำให้สวย และป้องกันความชื้น ป้องกันการกัดเซาะได้ ส่วนมากสีที่เราใช้คือ ภายใน - ใช้แป้งมัน 1 ก.ก ต้มกับน้ำ 12 ลิตรจนสุก คือใสๆไม่ขาว - ทรายละเอียดร่อนแล้ว 3 ส่วน - ดินสีที่ชอบร่อนแล้ว 1 ส่วน ผสมให้เข้ากันโดยใช้แป้งมันปรับความข้น ความเหนียว ตามต้องการแป้งมันใสมากไม่เป็นปัญญหา ภายนอก ใช้ปูนขาวแช่น้ำแล้วกรอง เอาเม็ดใหญ่ๆ หรือฝุ่นผงออกตั้งไว้ 1 คืนให้ตกตะกอนแล้วเอาเฉพาะปูนที่เป็นโคลนมาใช้แทนแป้งมัน - ปูนขาว 1 ส่วน - ทรายละเอียด 3 ส่วน - ดินสีที่ชอบ 1 ส่วน ผสมให้เข้ากันโดยใช้น้ำเติมได้ตามต้องการ เพื่อให้ความเหนียวตามชอบ การทาสีให้ทาข้างบนลงข้างล่าง ก่อนสีแห้ง ถ้าอยากให้ผนังเป็นมันใช้บัตรโทรศัพท์ หรือ บัตรเครดิตเก่าๆ ที่เป็นพลาสติกบีบให้โค้งนิดนึ่ง แล้วถูให้มันตามต้องการ ข้อสำคัญ ก่อนทาสี ผนังต้องแห้งจริงๆ ไม่งั้น อาจเกิดราได้ หรือบางทีอาจทำให้สีเปลี่ยนไปได้
     13. การทำพื้น เมื่อทาสีเสร็จแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือ การทำพื้นจะทำเป็นพื้นอะไรก็ได้ คอนกรีต กระเบื้อง พื้นดินก็ได้ แต่ พื้นดินจะมีปัญญหาเรื่องปลวกอยู่บ้าง แต่ราคาพื้นดินจะถูกมาก ถ้าอยู่ในที่ที่ไม่มีปลวก ให้ใช้ดินเหนียวที่มีส่วนผสมกับทราย 3-4 ส่วน หรือใช้ดินในพื้นที่ที่มีทรายปนพอดีอยู่แล้ว ก็ใช้ได้เลย นำดินไปกองไว้ในกลางห้องใส่น้ำเข้าไปเหยียบผสมให้เป็นเหมือนดินฉาบแต่เหลวกว่าแล้วใช้สามเหลี่ยมที่เขาใช้กับปูนปาดให้เสมอกัน ปล่อยให้แห้และให้มันร้าวเต็มที่ แล้วใช้ทรายละเอียดผสมกับดินเหนียว 3:1 ปาดหน้าอีกครั้งบางๆ เพื่อเติมรอยร้าวให้เต็ม ปล่อยให้แห้งจะได้พื้นที่เรียบและเสมอ ในต่างประเทศหาน้ำมันลินสีดได้ง่าย ก็ใช้น้ำมันลินสีดทาอย่างน้อย 5-6 ครั้งก็จะได้พื้นที่แข็งแรงทนทาน จากนั้นใช้ฮาร์ทแว็กซ์ขี้ผึ้งแข็งชนิดหนึ่ง ทาเคลือบให้เป็นมันเงาก็ได้ แต่ในบ้านเรานั้นหาน้ำมันลินสีดหรือฮาร์ทแว็กซ์ไม่ได้ หรือแพงเกินไป อาจใช้น้ำมันยางที่ใช้ยาเรือผสมกับดินฉาบพอใช้ได้ แต่ก็ไม่ถือว่าดีมาก ความจริงแล้วพื้นดินบ้านเรามีปัญหาพอควรโดยเฉพาะเรื่องปลวก และความไม่แข็งแรง พื้นกระเบื้องหรือพื้นคอนกรีตสบายใจกว่า
    14. ย้ายเข้ามาอยู่ได้เลย บ้านก้อนฟางเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง......
Copyright Pun Pun Thailand Group 2008

"... ชีวิตก็เท่านี้เอง" โจน จันได

"ชีวิตคนเราง่าย ๆ อย่าคิดให้ยาก
เมื่อเราคิดยากเมื่อไหร่ ชีวิตจะทุกข์มากขึ้น ๆ
อยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดตามที่เราฝัน ชีวิตก็เท่านี้เอง"
โจน จันได มนุษย์บ้านดินคนแรกของเมืองไทย
ผู้มีแนวความคิดในการดำรงชีวิตที่ดูแปลกแยก

ไม่ได้เห็นความสุขเป็นสิ่งสำคัญ  
พราะความสุขมักจะคู่กับความทุกข์ ...โจน จันไดมองเช่นนั้เขายึดหเขายึดหลัก"ความง่าย"

ไม่ได้เห็นความสุขเป็นสิ่งสำคัญ  



โจน จันได วัย 45 ปี ชาวยโสธร
ขณะนี้บ่มเพาะ ความฝันอยู่บนดอย

ใน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

ที่ศูนย์เรียนรู้ เพื่อการพึ่งตนเอง

และ ศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์ พันพรรณ

จากประสบการณ์การใช้ชีวิต 7 ปี อยู่กรุงเทพฯ

2 ปี ในสหรัฐ อเมริกา ยึดอาชีพล้างจานและยามเป็นหลัก

วันหนึ่งค้นพบตัวเองว่า เกษตรกรไทย
ทำงานเพื่อใช้หนี้ มากกว่าเลี้ยงตัวเอง

“ชาวนาไทย ขณะนี้ทำนาปีละมากกว่า 2 ครั้ง
ต่างจากเดิม ที่บรรพบุรุษทำปีละ 2 ครั้ง
นี่บ่งบอกว่า เกษตรกรกำลังทำงาน อย่างหนัก
แต่ค่าแรง ที่ได้ก็ไม่พอใช้จ่ายต้องเสียเงินค่ายา ค่าปุ๋ย ต่าง ๆ นานามากมาย
จนเกิด คำถามว่า วันนี้เราทำงานเหนื่อยหนักเพื่อใคร..?”

โจน จันได เล่าเรื่องราวชีวิตที่เหมือนว่าได้ค้นพบวิถีใหม่ให้กับชีวิต
ที่ งานกรีนแฟร์ ศาลาพระเกี้ยว จุฬาฯ เมื่อ 2 ปีก่อน

“ทำงานบ้านดินมา 10 ปี รู้สึกว่าเหนื่อย
จึงอยากพัก บ้านดินทำเมื่อไหร่ก็ได้
แต่สิ่งที่อยากทำจริงๆ ในตอนนี้
คือการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านแท้ๆ
การเก็บเมล็ดพันธุ์มีความสำคัญกว่าการทำบ้านดิน
เพราะความรู้ในการทำบ้านดิน
เรียนรู้ได้ง่าย ทำเมื่อไหร่ก็ได้

แต่เมล็ดพันธุ์นับวันจะหายไปจากโลกทุกวัน
การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ต้องรีบทำ
ไม่อย่างนั้นจะหายไปจากโลก
ต้องเร่งรีบเก็บรักษาไว้”

โจน กล่าวถึงแนวคิดว่า ตอนนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้เมล็ดพันธุ์ในการปลูกผักต่าง ๆ
เป็นพันธุ์ผสม ที่ออกแบบมา เพื่อสนองต่อปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง
ต่างจากเดิมที่เป็นพันธุ์แท้จะทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศ
สิ่งเหล่านี้เป็นผลพวง ให้เกษตรกรปัจจุบัน ต้องทำงานหนักขึ้น
เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าต้นทุนการผลิตที่นับวันจะแพงขึ้น

ขณะเดียวกันเมล็ดพันธุ์ ที่ซื้อมา ก็ไม่สามารถนำมาปลูกต่อได้
เนื่องจาก บางสายพันธุ์ถูกออกแบบไม่ให้สามารถงอกขึ้นได้อีก
เกษตรกร จึงจำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ อยู่เสมอ
ขณะเดียวกันพันธุ์ในท้องตลาดจะมีเพียงชนิดเดียว ที่ชาวบ้านเชื่อว่าดีที่สุด
และปลูกเพียงชนิดเดียวส่งผลให้เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ 

พืชผลเหล่านั้นล้มตายทำให้ขาดทุนเป็นหนี้
เพราะความสุขมักจะคู่กับความทุกข์ ...โจน จันไดมองเช่นนั้น

สมุนไพร " พรมมิ"ปกป้องสมอง บำรุงความจำ-ป้องกันอัลไซเมอร์


มหาวิทยาลัยนเรศวรเจ๋ง! วิจัย สมุนไพร “พรมมิ” ช่วยบำรุงความจำ ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ เทียบเท่า “แปะก๊วย-โสม” จดอนุสิทธิบัตรแล้ว รอเอกชนสนใจรับไปผลิตเชิงพาณิชย์ ช่วยลดการนำเข้าสมุนไพรต่างระเทศ



วันที่ 19 มีนาคม ที่โรงแรมมิราเคิล ในการอภิปรายเรื่อง เส้นทางพัฒนาสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพ รศ.ดร.กรกนก อิงคนินันท์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า ได้ทำการศึกษาพัฒนา “พรมมิ” เพื่อใช้เป็นสมุนไพรบำรุงความจำ



โดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สนับสนุนงบประมาณในการทำวิจัยเป็นระยะเวลา 3 ปี ประมาณ 14 ล้านบาท ตั้งแต่พัฒนาการปลูก การศึกษาทางเคมี การสกัด การพัฒนาวิธีการสังเคราะห์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรพรมมิ การศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดพรมมิในทางเภสัชวิทยาทั้งในระดับหลอดทดลอง สัตว์ทดลอง การศึกษาพิษวิทยา รวมถึงการทดลองทางคลินิก



ซึ่งผลการศึกษา พบว่า สารสกัดที่ได้จากต้นพรมมิมีสารซาโปนิน (saponins) สามารถชะลอการเสื่อมของเซลล์สมอง มีผลกระตุ้นความจำและการเรียนรู้ นอกจากนี้ยังพบว่ามีฤทธิ์ในการป้องกันการถูกทำลายของเซลล์ประสาท ซึ่งสามารถช่วยป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วย



รศ.ดร.กรกนก กล่าวต่อว่า ล่าสุด คณะผู้วิจัยได้ศึกษาผลของพรมมิในอาสาสมัครที่ร่างกายปกติ อายุ 55 - 70 ปี จำนวน 60 คน โดยศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ได้ยาหลอกและได้สารสัดพรมมิขนาด 300 และ 600 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 3 เดือน พบว่า สารสกัดพรมมิช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้สูงอายุ โดยเพิ่มประสิทธิภาพการทรงตัว เพิ่มการตื่นตัวต่อสิ่งเร้า มีสมาธิมากขึ้น เพิ่มความสามารถในการเรียนรู้และความจำ คลายอาการซึมเศร้า ไม่พบอาการพิษและภาวะข้างเคียงใดๆ ในอาสาสมัคร



รศ.ดร.กรกนก กล่าวอีกว่า โดยก่อนหน้านี้ ได้ทำการทดลองกับหนูเป็นเวลา 14 วัน พบว่า หนูมีการเรียนรู้และความจำที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ได้ทดลองในหนูที่เกิดการเหนี่ยวนำให้มีสภาวะความจำบกพร่องและความจำเสื่อมพบว่า เมื่อให้สารสกัดพรมมิติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์ก่อนสมองถูกทำให้บกพร่อง พบว่า พรมมิสามารถป้องกันความสูญเสียความทรงจำได้ ส่วนการศึกษาทางพิษวิทยาพบว่าสารสกัดพรมมิมีความปลอดภัยไม่พบมีผลข้างเคียงใดๆ



“ขณะนี้ได้มีการจดอนุสิทธิบัตรแล้ว ซึ่งคณะผู้วิจัยได้ผลิตยาเม็ดขนาด 300 มิลลิกรัม เป็นยาต้นแบบที่มีคุณสมบัติทางกายภาพที่เหมาะสมและมีความคงตัวดี และทราบว่าขณะนี้มีบริษัทเอกชนหลายรายให้ความสนใจติดต่อมายัง วช. เพื่อให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ในส่วนการต่อยอดโครงการการวิจัยนั้น วางแผนที่จะขอสนับสนุนงบประมาณในการศึกษาการใช้สารสกัดดังกล่าวในเด็กที่มีปัญหาสมาธิสั้น รวมถึงการศึกษาด้านพิษวิทยาในระยะยาวด้วย” รศ.ดร.กรกนก กล่าว



รศ.ดร.กรกนก กล่าวอีกว่า สำหรับการรับประทานอาหารเสริมพรมมิ ควรรับประทาน 300 มิลลิกรัมต่อวัน เมื่อรับประทานเพียง 2 เดือน ก็จะเห็นผลได้ชัดเจน ซึ่งนอกจากผู้สูงอายุแล้ว อาหารเสริมดังกล่าวอาจเป็นประโยชน์ในกลุ่มเด็กนักเรียน วัยทำงาน เพื่อเป็นการบำรุงเซลล์สมอง แต่ไม่แนะนำให้เด็กต่ำกว่า 12 ปี หรือสตรีมีครรภ์รับประทาน ที่ถือเป็นกลุ่มที่อ่อนไหว เปราะบางเนื่องจากยังไม่มีการทดลองในเด็ก จึงยังไม่มีผลวิจัยด้านความปลอดภัยชัดเจน



ทั้งนี้ สารซาโปนิน ที่พบในพรมมิเป็นสารชนิดเดียวกับที่พบในโสม หรือ แปะก๊วย (ginkgo) ซึ่งพรมมิเป็นสมุนไพรของอินเดียในศาสตร์อายุรเวช แต่เป็นพืชล้มลุกที่สามารถเพาะปลูกและขยายพันธุ์ได้ง่ายในประเทศไทย ดังนั้น หากมีการนำพรมมิมาใช้ก็จะถือเป็นการลดการนำเข้าสมุนไพรอย่างโสม หรือ แปะก๊วย ที่เป็นสมุนไพรที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ







ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ

หมู่บ้านโจนจันได เชียงใหม่

"ชีวิตคนเราง่าย ๆ อย่าคิดให้ยาก
เมื่อเราคิดยากเมื่อไหร่ ชีวิตจะทุกข์มากขึ้น ๆ
อยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดตามที่เราฝัน ชีวิตก็เท่านี้เอง"
โจน จันได มนุษย์บ้านดินคนแรกของเมืองไทย
ผู้มีแนวความคิดในการดำรงชีวิตที่ดูแปลกแยก
เขายึดหลัก"ความง่าย"
ไม่ได้เห็นความสุขเป็นสิ่งสำคัญ
เพราะความสุขมักจะคู่กับความทุกข์ ...โจน จันไดมองเช่นนั้น  
โจน จันได วัย 45 ปี ชาวยโสธร
ขณะนี้บ่มเพาะ ความฝันอยู่บนดอย
ใน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
ที่ศูนย์เรียนรู้ เพื่อการพึ่งตนเอง
และ ศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์ พันพรรณ
จากประสบการณ์การใช้ชีวิต 7 ปี อยู่กรุงเทพฯ
2 ปี ในสหรัฐ อเมริกา ยึดอาชีพล้างจานและยามเป็นหลัก
วันหนึ่งค้นพบตัวเองว่า เกษตรกรไทยทำงานเพื่อใช้หนี้ มากกว่าเลี้ยงตัวเอง

“ชาวนาไทย ขณะนี้ทำนาปีละมากกว่า 2 ครั้ง
ต่างจากเดิม ที่บรรพบุรุษทำปีละ 2 ครั้ง
นี่บ่งบอกว่า เกษตรกรกำลังทำงาน อย่างหนัก
แต่ค่าแรง ที่ได้ก็ไม่พอใช้จ่ายต้องเสียเงินค่ายา ค่าปุ๋ย ต่าง ๆ นานามากมาย
จนเกิด คำถามว่า วันนี้เราทำงานเหนื่อยหนักเพื่อใคร..?”

โจน จันได เล่าเรื่องราวชีวิตที่เหมือนว่าได้ค้นพบวิถีใหม่ให้กับชีวิต
ที่ งานกรีนแฟร์ ศาลาพระเกี้ยว จุฬาฯ เมื่อ 2 ปีก่อน

“ทำงานบ้านดินมา 10 ปี รู้สึกว่าเหนื่อย
จึงอยากพัก บ้านดินทำเมื่อไหร่ก็ได้
แต่สิ่งที่อยากทำจริงๆ ในตอนนี้
คือการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านแท้ๆ
การเก็บเมล็ดพันธุ์มีความสำคัญกว่าการทำบ้านดิน
เพราะความรู้ในการทำบ้านดิน
เรียนรู้ได้ง่าย ทำเมื่อไหร่ก็ได้

แต่เมล็ดพันธุ์นับวันจะหายไปจากโลกทุกวัน
การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ต้องรีบทำ
ไม่อย่างนั้นจะหายไปจากโลก
ต้องเร่งรีบเก็บรักษาไว้”

โจน กล่าวถึงแนวคิดว่า ตอนนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้เมล็ดพันธุ์ในการปลูกผักต่าง ๆ
เป็นพันธุ์ผสม ที่ออกแบบมา เพื่อสนองต่อปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง
ต่างจากเดิมที่เป็นพันธุ์แท้จะทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศ
สิ่งเหล่านี้เป็นผลพวง ให้เกษตรกรปัจจุบัน ต้องทำงานหนักขึ้น
เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าต้นทุนการผลิตที่นับวันจะแพงขึ้น

ขณะเดียวกันเมล็ดพันธุ์ ที่ซื้อมา ก็ไม่สามารถนำมาปลูกต่อได้
เนื่องจาก บางสายพันธุ์ถูกออกแบบไม่ให้สามารถงอกขึ้นได้อีก
เกษตรกร จึงจำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ อยู่เสมอ
ขณะเดียวกันพันธุ์ในท้องตลาดจะมีเพียงชนิดเดียว ที่ชาวบ้านเชื่อว่าดีที่สุด
และปลูกเพียงชนิดเดียวส่งผลให้เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ 
พืชผลเหล่านั้นล้มตายทำให้ขาดทุนเป็นหนี้
นี้ด้วยความคิดนี้ โจนหาซื้อที่ดินที่อำเภอแม่แตง และลงมือปลูกพืชผัก
ตั้งชื่อว่า ไร่พันพรรณ มีคนอาศัยและช่วยงานอยู่ 7-8 คน เป็นครอบครัวเล็กๆ
มีแขกแวะเวียนไปเยี่ยมบ้าง บางคนทำงานในเมืองมานาน เบื่อหน่ายเมือง
เบื่อหน่ายตัวเอง และอยากไปทดลองใช้ชีวิต ก็มาขออาศัยอยู่ที่ไร่

ที่ไร่ไม่มีทีวี ไม่มีหนังสือพิมพ์
ทั้งคนไทย ทั้งฝรั่ง ต่างผลัดเปลี่ยน
ตามกันมาเรียนรู้วิถีชีวิตแบบสมถะกับโจน จันได

“เราเน้นการพึ่งตนเองด้วยปัจจัยสี่ อาหาร บ้าน ผ้า และยา
เรามีความเชื่อว่าชีวิตที่พัฒนาที่ดีที่สุด
ชีวิตที่มีความสุขที่สุดคนต้องเข้าถึงปัจจัยสี่ได้ง่ายที่สุด
แต่การพัฒนาทุกวันนี้รู้สึกว่ามีแต่เลวลง แย่ลง

“ทุกวันนี้คนกว่าจะได้บ้านหลังหนึ่ง ต้องทำงานเก็บเงินเป็นยี่สิบสามสิบปี แสดงว่าแย่มาก
อาหารก็แพงขึ้น และไม่มีความปลอดภัยเลย เราไม่รู้ว่าเขาเอาอะไรมาให้เรากิน
การพัฒนาที่เป็นอยู่ ชีวิตที่คนทุกวันนี้เป็นอยู่เป็นสิ่งที่หาสาระไม่ได้เลย
เราทำไปด้วยความงมงาย ด้วยความไม่รู้เรื่องรู้ราว ทำชีวิตให้ยากขึ้นๆ ๆ ๆ
จนลืมไปว่าชีวิตเกิดมาทำไม ครอบครัวเป็นยังไง มีความสำคัญยังไง

ธรรมะคืออะไร ความสุขเป็นยังไง ไม่มีใครสอนเลย
คนมีแต่ซื้อๆๆๆ เพื่อให้มีความสุข แต่ความจริงเป็นอย่างนั้นมั้ย?

“คนบอกว่าอยากมีเสรีภาพ ต้องมีโทรศัพท์มือถือ ต้องมีอะไรมากมาย
และจะมีเสรีภาพอย่างที่เขาโฆษณา แต่ความจริงมันคือเสรีภาพจริงๆ มั้ย?

“สุดท้าย เราก็เลยกลับมานึกถึงชีวิตว่า
ชีวิตที่มีความสุข คือชีวิตที่ง่าย บริโภคน้อยลง พึ่งตนเองได้
เราก็เลยกลับมาที่ปัจจัยสี่ อาหาร บ้าน ผ้า และยา”
มนุษย์ต้องหาเงินเป็นแสนเป็นล้านเพื่อให้มีบ้านสักหลัง
ขณะที่ นก หนู สามารถทำรังได้ในวันเดียว

“เมื่อมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าฉลาดที่สุดในโลก แต่ทำไมเราทำในสิ่งที่โง่ที่สุด”
โจนบอกว่ามันผิด ถ้ายากแสดงว่ามันผิด

“อย่างการมีอาหาร คนทำงานในเมืองวันละ 8-12 ชั่วโมง
แต่ไม่พอกินสำหรับคนเดียว ทำเพื่ออะไรกัน
แต่ผมทำสวนวันละ 30 นาที ผมมีอาหารเลี้ยงคน 7-8 คนได้สบาย ง่ายมากเลย นี่คือความง่าย”

“บางคนซื้อเสื้อผ้าตัวละเป็นพันสองพัน ทำงานกี่เดือนถึงจะได้เสื้อ
ทำไมต้องทำให้มันยาก เราหลอกตัวเอง เราทำให้ชีวิตมันยากขึ้นๆ
อย่าลืมว่าคนเรามีชีวิตไม่ยาวนักบนโลกนี้ อีกไม่นานก็ตายแล้ว 
แต่ทำไมเราเอาเวลาที่มีค่าสูงสุดมาทำสิ่งไร้สาระไม่เป็นประโยชน์กับ  “ใส่เสื้อผ้าสวยๆ รู้สึกยังไง ใส่เสื้อผ้าสวยแค่ไหน คนไม่สวยก็ไม่สวยเหมือนเดิม 
ไม่มีดั้งก็ไม่มีเหมือนเดิม เราหลอกตัวเอง หลอกคนอื่นทำไม"

“อยากให้เห็นว่าชีวิตเป็นเรื่องง่ายๆ ถ้าง่ายไม่ได้ มีความสุขไม่ได้
ความง่ายก็คือสิ่งที่เราได้มาโดยไม่ยากและก็ไม่เป็นทุกข์”

สวนมะพร้าวน้ำหอม

    ช่วงแดดบ่ายๆ ผมไปหาซื้อเครื่องปั้มน้ำ สำหรับดูดน้ำจากบ่อขึ้นไปรดต้นไม้รอบบ้านที่นครปฐม มีต้นชะอม ต้นมะละกอฮอลแลนด์ พีชผลอื่นๆที่ปลูกแซมไว้ รอบๆบ้าน คืออย่างนี้ครับที่บ้านผมน้ำประปาที่จ่ายไปตามหมู่บ้าน เป็นน้ำประปาของ อบต. น้ำบาดาลที่ดูดมาจะมีหินปูนปน ลอยเป็นแพอยู่บนผิวหน้าน้ำ ผมคิดว่าหากนำไปรถต้นไม้ คงไม่ดีเท่าเราหาเครื่องชักน้ำจากบ่อหรือคลองมาใช้แทนเป็นแน่ๆ ก็เลยไปเดินหาซื้อเครื่องปั้มน้ำแถวๆตลาดบางบัวทอง เพื่อที่จะติดรถเอาไปใช้ที่นครปฐมด้วย
    ผมไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับไอ้เครื่องนี้ ได้แต่ลองเช็คสเป็คและราคาทางเน็ต หวังสอบถามเจ้าของร้านดีกว่า ซึ่งผมมาทราบภายหลังที่ไปเยี่ยมสวนมะพร้าวน้ำหอมของท่าน ว่าท่านเป็นถึงอดีตผอ.โรงเรียนแห่งหนี่งแถวบางใหญ่ครับ ท่านอาจารย์กรุณาแนะนำจัดของให้ ผมก็เลยซื้อครบชุดทั้งเครื่อง ทั้งท่อพีวีซี อุปกรณ์ต่อ ข้องอ ข้อตรง เทปพันเกลียว กาวติดท่อ คือไปถึงสวนก็ต่อใช้ได้เลย ด้วยความที่เราอยู่กับกุ้งหลวง ไคโตซาน ก็เลยได้จังหวะนำเสนอผลิตภัณฑ์เลยครับ อย่างไม่ชักช้า
   ท่านก็สนใจ ซื้อกุ้งหลวงไคโตซานพืชไป 1 ขวด ไฮไลท์อยู่ตรงที่...ท่านเอยชวนผมไปเที่ยวสวนมะพร้าวน้ำหอมของท่าน ซึ่งท่านบอกว่าวันนี้จะมีพ่อค้ามะพร้าวน้ำหอมมารับซื้อถึงสวน โอกาสดีอย่างนี้ผมคงไม่ปฏิเสธแน่ แล้วก็ขับรถตามท่านไปถึงที่สวนครับ
     ขับรถตาม ออกจากร้านท่านมา ไม่เกินสิบกิโลเมตร ตามเส้นทางถนนบางกรวย-ไทรน้อย ก็ถึงสวนของท่านอาจารย์ โอโห้...ต้นมะพร้าวทั้งนั้นเลย แถมเป็นมะพร้าวน้ำหอมทั้งสวนเลยครับ ท่านบอกว่าพันกว่าต้น ในเนื้อที่ 27 ไร่ จะมีมะม่วง กระท้อน มะปรางปลูกแซมตามคันดินริมสวนรอบๆสวนมะพร้าว แน่นอนมะพร้าวน้ำหอมมากกว่าครับ
                                            
    พ่อค้ามะพร้าวน้ำหอมมาจอดรถกะบะรออยู่แล้วครับ เห็นกองมะพร้าวน้ำหอมกองเบอเร่อเลย ที่พ่อค้ามารับซื้อ พ่อค้าจะส่งลูกน้องมาเก็บไว้ล่วงหน้า คือเหมาทั้งสวน สวนแห่งนี้สามวันเขาจะมาเก็บครั้งหนึ่ง ครั้งละเป็นร้อยๆลูกหลายๆทลาย มองเห็นเงินหลักพันกองอยู่ตรงหน้าครับ ราคาที่รับซื้อจากสวน ท่านอาจารย์บอกว่า ลูกละ 2.50 บาท ถ้าหน้ามะพร้าวน้ำหมอหายากก็ตกลูกละ 5-6 บาทครับ พ่อค้าเอาไปขายผมว่าอย่างต่ำก็ลูกละ 5 บาทแช่เย็นๆดื่มน้ำมะพร้าว หอม หวาน ชื่นใจดี มีคุณค่า
 ผมช่วยอาจารย์ยกมะพร้าวขึ้นรถ เล่นเอาเหนื่อยครับล๊อตนี้ 400กว่าลูกครับ ท่านผู้อ่านคิดเป็นตัวเงินเอาเองนะครับ ที่สำคัญ เว้นสามวันเก็บ เดือนจะมีรายได้จากการเก็บมะพร้าวน้ำหมอขายเท่าไร...
    ท่านอาจารย์บอกมีค่าใช้จ่ายตกปีละ 5.000 บาทสำหรับปุ๋ย มูลสัตว์ ที่โรยโคนต้น ..ผมบอกว่าอาจารย์ครับผมอยากให้อาจารย์เพิ่มศักยภาพของสวนมะพร้าวน้ำหอมให้มากกว่านี้ ลูกจะดก จั่นจะติดผลได้ดี น้ำหวานหอมมากว่าเดิม ผมขอนำเสนอไคโตซานเม็ดไว้หว่านโคนต้น ช่วยบำรุงดินและช่วยละลายปุ๋ยจากมูลสัตว์นำสารอาหารไปให้ต้นมะพร้าวได้เต็มที่ ให้ท่านพิจารณา ท่านบอก...เร็วๆนี้ท่านจะสั่งไปลองดู ผมบอกอาจารย์ไม่ต้องลองครับ ใช้ได้เลยถ้าไม่เห็นผลยินดีคืนเงินครับ
     ท่านก็พาผมเดินชมสวนมะพร้าวขนาด 27 ไร่ รอบๆสวน เล่นเอาผมเหงื่องตกเหมือนกัน อาจารย์บอกนี้เป็นการออกกำลังกายที่ได้ประโยชน์ คือดูแลสวนไปในตัว ได้ออกแรงจับนี่ หยิบโน้น เช่นทางมะพร้าวแห้งที่มันหล่นออกมาจากต้น กิ่งไม้หัก ใบร่วง เก็บให้เป็นที่เป็นทางไม่รก ดูสวย สวนร่มรื่น ไม่รกหญ้า เดินได้สบายๆ เก็บผลผลิตก็ง่าย แถมในร่องสวนยังเป็นที่เลี้ยงปลาเพิ่มรายได้ได้อีก ท่านอาจารย์วางแผนไว้ตอนปลดเกษียณอย่างรอบคอบดีเยี่ยมจริงๆครับ
     ผมลาอาจารย์กลับพร้อมกับทลายมะพร้าวน้ำหอมหนึ่งทลายติดรถกลับไปเฉาะกินที่บ้าน...ลองแล้วครับน้ำอร่อย หอม หวาน ขอบพระคุณอาจารย์มากครับ

จ.ม.ตัวเท่าหม้อแกง



             ตลอดชีวิตการเป็นนักหนังสือพิมพ์ของผม สิ่งที่ปรารถนามากที่สุดก็คือ การได้รับและอ่านจดหมายจากชาวนา ชาวไร่ กรรมกร คนหาเช้ากินค่ำ คนเหล่านี้บางคนก็จบแค่ชั้น ป.ทำให้ทักษะในการอ่านและเขียนเป็นไปอย่างยากลำบากมากกว่าคนโดยทั่วไป

             แต่ลองคิดดูเถิด การที่พวกเขาเหล่านั้นอ่านและเขียนอย่างยากลำบาก แต่สู้อุตส่าห์เขียนจดหมายมาถึงใครสักคนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ญาติพี่น้องของตัวเอง ต้องถือว่าเป็นความตั้งใจอย่างแรงกล้ามาก โดยเฉพาะสิ่งที่ผมชื่นชมมากที่สุดก็คือ ตัวหนังสือขนาดเท่าหม้อแกง โย้ไปเย้มา ผสมปนเปกับการขีดลบด้วยหมึก หรือดินสอแบบไม่ปิดบังอำพราง

              สิ่งเหล่านี้แหละที่สะท้อนถึงความจริงใจในการสื่อสารได้ดีที่สุด

              และนี่ก็คือเหตุผลที่ผมให้ความสำคัญกับ พวกเขามากกว่านายกรัฐมนตรีเสียอีก ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมได้รับจดหมายตัวเท่าหม้อแกงไม่ขาดสายพวกเขาสื่อสารอย่างจริงใจ ไม่เสแสร้ง บอกเล่าถึงความต้องการอย่างตรงไปตรงมา บางครั้งผมอ่านแล้วก็ใจหาย ทำไมพวกเขาถึงเป็นทุกข์ได้ถึงเพียงนี้

              โดยเฉพาะความต้องการของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชนบทห่างไกล ไม่สุขสบายเหมือนพวกเราในเมืองหลวง เพียงแค่อยากเลือกนายกฯ ที่เป็นพี่พึ่งที่หวัง นายกฯ ที่ให้ความสำคัญกับชาวชนบทเท่าเทียมกับการดูแลคนในเมือง นายกฯ ที่พูดปุ๊บทำปั๊บ เห็นผลเป็นรูปธรรมจับต้องได้ เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

               ข้อสำคัญ คนชนบทที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศเหล่านั้นไม่ได้ทำอะไรผิด พวกเขาพากันไปเข้าคูหาเลือกตั้ง กากะบาทลงคะแนนเสียงเลือกนายกฯ และรัฐบาลตามกติกาทุกอย่าง แต่ผลที่ออกมาก็คือ เสียงส่วนใหญ่กลับถูกเสียงส่วนน้อยหักล้างอย่างไร้ความเป็นธรรม

               นายกฯ ของพวกเขาต้องระเห็จไปนอกประเทศ

               ผมมีจดหมายตัวเท่าหม้อแกงมาจากคนรากหญ้า อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย  ที่ระบุชื่อนามสกุลที่อยู่มาอย่างชัดเจนอ่านเนื้อความในจดหมายแล้วอยากเอามา เล่าสู่กันฟังดังนี้

               "มีการโจมตีคุณทักษิณและม๊อบว่า เป็นคนชั้นต่ำไร้การดิฉันถึงจะจบแค่ม.แต่ดิฉันไม่ใช่คนโง่ ดิฉันไม่เคยกู้เงินกองทุนหมู่บ้าน หรือธนาคารเพื่อประชาชน แต่ช่วงที่ท่านทักษิณเป็นนายกฯ ดิฉันมีชีวิตที่ดี มีงาน มีโอดี(น่าจะเป็นโอที) ทำให้ครอบครัวมีกินมีใช้อย่างไม่เดือดร้อน"

                "แต่ตอนนี้ โรงงานที่ดิฉันกำลังทำอยู่จะปิดกิจการย้ายกลับกรุงเทพฯ เพราะไม่มีงานหรือออเดอร์เข้ามา ดิฉันกำลังจะตกงาน..."

                ผมอ่านมาถึงตรงนี้ ก็น้ำตาซึมขึ้นมาทันที

                เชื่อว่าไม่ใช่ชาวบ้านเพียงรายเดียวที่ประสบกับชะตากรรมเช่นนี้ เพราะดัชนีการขยายตัวทางเศรษฐกิจหลานตัวบ่งชี้ว่าสภาวะการณ์ไม่ดีเอาเลย ผลกระทบของมันกำลังขยายตัวเป็นวงกว้างออกไปไม่สิ้นสุด แม้กระทั่งคนที่อยู่ในชนบทห่างไกลก็ยังรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนกันถ้วนหน้า

                ตั้งแต่ได้รับจดหมายตัวเท่าหม้อแกงเหล่านี้ ทำให้ผมต้องทบทวนตัวเองอย่างหนัก จริง ๆ แล้วผมเป็นนักการสื่อสารเพื่อใครกันแน่ เพื่อตัวเอง หรือเพื่อชาวไร่ ชาวนา คนชนบทที่เป็นเสียงส่วนใหญ่ของแผ่นดินซึ่งกำลังบอกเล่าเรื่องราวทุกข์ยาก ผ่านตัวหนังสือเท่าหม้อแกงสื่อมาถึงผม

                ตอนนี้แผ่นดินกำลังร่ำไห้ทุกข์ระทม

                ในฐานะที่เป็นสื่อ สิ่งที่ต้องทำก็คือ ถ่ายทอดเสียงร่ำไห้ของแผ่นดินอย่างตรงไปตรงมา ทำหน้าที่นักเล่าเรื่องความทุกข์ยากของแผ่นดิน เล่าออกมาวันแล้ววันเล่า จนกว่าจะถึงวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส

           

                ที่มา ...."เห่าดง"  คอลัมน์กล้าได้กล้าเสีย นสพ.ไทยรัฐ

มีเรื่องให้อ่าน

น้ำท่วมใหญ่ กรุงเทพมหานคร

ส่องบทความ