ฝากชื่อเสียงไว้กับวงศ์ตระกูล
ฝากศิลปะไว้กับโลก
(ไมเคิล แองเจโร)
สมุนไพร " พรมมิ"ปกป้องสมอง บำรุงความจำ-ป้องกันอัลไซเมอร์
มหาวิทยาลัยนเรศวรเจ๋ง! วิจัย สมุนไพร “พรมมิ” ช่วยบำรุงความจำ ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ เทียบเท่า “แปะก๊วย-โสม” จดอนุสิทธิบัตรแล้ว รอเอกชนสนใจรับไปผลิตเชิงพาณิชย์ ช่วยลดการนำเข้าสมุนไพรต่างระเทศ
วันที่ 19 มีนาคม ที่โรงแรมมิราเคิล ในการอภิปรายเรื่อง เส้นทางพัฒนาสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพ รศ.ดร.กรกนก อิงคนินันท์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า ได้ทำการศึกษาพัฒนา “พรมมิ” เพื่อใช้เป็นสมุนไพรบำรุงความจำ
โดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สนับสนุนงบประมาณในการทำวิจัยเป็นระยะเวลา 3 ปี ประมาณ 14 ล้านบาท ตั้งแต่พัฒนาการปลูก การศึกษาทางเคมี การสกัด การพัฒนาวิธีการสังเคราะห์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรพรมมิ การศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดพรมมิในทางเภสัชวิทยาทั้งในระดับหลอดทดลอง สัตว์ทดลอง การศึกษาพิษวิทยา รวมถึงการทดลองทางคลินิก
ซึ่งผลการศึกษา พบว่า สารสกัดที่ได้จากต้นพรมมิมีสารซาโปนิน (saponins) สามารถชะลอการเสื่อมของเซลล์สมอง มีผลกระตุ้นความจำและการเรียนรู้ นอกจากนี้ยังพบว่ามีฤทธิ์ในการป้องกันการถูกทำลายของเซลล์ประสาท ซึ่งสามารถช่วยป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วย
รศ.ดร.กรกนก กล่าวต่อว่า ล่าสุด คณะผู้วิจัยได้ศึกษาผลของพรมมิในอาสาสมัครที่ร่างกายปกติ อายุ 55 - 70 ปี จำนวน 60 คน โดยศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ได้ยาหลอกและได้สารสัดพรมมิขนาด 300 และ 600 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 3 เดือน พบว่า สารสกัดพรมมิช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้สูงอายุ โดยเพิ่มประสิทธิภาพการทรงตัว เพิ่มการตื่นตัวต่อสิ่งเร้า มีสมาธิมากขึ้น เพิ่มความสามารถในการเรียนรู้และความจำ คลายอาการซึมเศร้า ไม่พบอาการพิษและภาวะข้างเคียงใดๆ ในอาสาสมัคร
รศ.ดร.กรกนก กล่าวอีกว่า โดยก่อนหน้านี้ ได้ทำการทดลองกับหนูเป็นเวลา 14 วัน พบว่า หนูมีการเรียนรู้และความจำที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ได้ทดลองในหนูที่เกิดการเหนี่ยวนำให้มีสภาวะความจำบกพร่องและความจำเสื่อมพบว่า เมื่อให้สารสกัดพรมมิติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์ก่อนสมองถูกทำให้บกพร่อง พบว่า พรมมิสามารถป้องกันความสูญเสียความทรงจำได้ ส่วนการศึกษาทางพิษวิทยาพบว่าสารสกัดพรมมิมีความปลอดภัยไม่พบมีผลข้างเคียงใดๆ
“ขณะนี้ได้มีการจดอนุสิทธิบัตรแล้ว ซึ่งคณะผู้วิจัยได้ผลิตยาเม็ดขนาด 300 มิลลิกรัม เป็นยาต้นแบบที่มีคุณสมบัติทางกายภาพที่เหมาะสมและมีความคงตัวดี และทราบว่าขณะนี้มีบริษัทเอกชนหลายรายให้ความสนใจติดต่อมายัง วช. เพื่อให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ในส่วนการต่อยอดโครงการการวิจัยนั้น วางแผนที่จะขอสนับสนุนงบประมาณในการศึกษาการใช้สารสกัดดังกล่าวในเด็กที่มีปัญหาสมาธิสั้น รวมถึงการศึกษาด้านพิษวิทยาในระยะยาวด้วย” รศ.ดร.กรกนก กล่าว
รศ.ดร.กรกนก กล่าวอีกว่า สำหรับการรับประทานอาหารเสริมพรมมิ ควรรับประทาน 300 มิลลิกรัมต่อวัน เมื่อรับประทานเพียง 2 เดือน ก็จะเห็นผลได้ชัดเจน ซึ่งนอกจากผู้สูงอายุแล้ว อาหารเสริมดังกล่าวอาจเป็นประโยชน์ในกลุ่มเด็กนักเรียน วัยทำงาน เพื่อเป็นการบำรุงเซลล์สมอง แต่ไม่แนะนำให้เด็กต่ำกว่า 12 ปี หรือสตรีมีครรภ์รับประทาน ที่ถือเป็นกลุ่มที่อ่อนไหว เปราะบางเนื่องจากยังไม่มีการทดลองในเด็ก จึงยังไม่มีผลวิจัยด้านความปลอดภัยชัดเจน
ทั้งนี้ สารซาโปนิน ที่พบในพรมมิเป็นสารชนิดเดียวกับที่พบในโสม หรือ แปะก๊วย (ginkgo) ซึ่งพรมมิเป็นสมุนไพรของอินเดียในศาสตร์อายุรเวช แต่เป็นพืชล้มลุกที่สามารถเพาะปลูกและขยายพันธุ์ได้ง่ายในประเทศไทย ดังนั้น หากมีการนำพรมมิมาใช้ก็จะถือเป็นการลดการนำเข้าสมุนไพรอย่างโสม หรือ แปะก๊วย ที่เป็นสมุนไพรที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ
หมู่บ้านโจนจันได เชียงใหม่
"ชีวิตคนเราง่าย ๆ อย่าคิดให้ยาก
เมื่อเราคิดยากเมื่อไหร่ ชีวิตจะทุกข์มากขึ้น ๆ
อยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดตามที่เราฝัน ชีวิตก็เท่านี้เอง"
โจน จันได มนุษย์บ้านดินคนแรกของเมืองไทย
ผู้มีแนวความคิดในการดำรงชีวิตที่ดูแปลกแยก
เมื่อเราคิดยากเมื่อไหร่ ชีวิตจะทุกข์มากขึ้น ๆ
อยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดตามที่เราฝัน ชีวิตก็เท่านี้เอง"
โจน จันได มนุษย์บ้านดินคนแรกของเมืองไทย
ผู้มีแนวความคิดในการดำรงชีวิตที่ดูแปลกแยก
เขายึดหลัก"ความง่าย"
ไม่ได้เห็นความสุขเป็นสิ่งสำคัญ
“ชาวนาไทย ขณะนี้ทำนาปีละมากกว่า 2 ครั้งต่างจากเดิม ที่บรรพบุรุษทำปีละ 2 ครั้ง
นี่บ่งบอกว่า เกษตรกรกำลังทำงาน อย่างหนัก
แต่ค่าแรง ที่ได้ก็ไม่พอใช้จ่ายต้องเสียเงินค่ายา ค่าปุ๋ย ต่าง ๆ นานามากมาย
จนเกิด คำถามว่า วันนี้เราทำงานเหนื่อยหนักเพื่อใคร..?”
โจน จันได เล่าเรื่องราวชีวิตที่เหมือนว่าได้ค้นพบวิถีใหม่ให้กับชีวิต
ที่ งานกรีนแฟร์ ศาลาพระเกี้ยว จุฬาฯ เมื่อ 2 ปีก่อน
“ทำงานบ้านดินมา 10 ปี รู้สึกว่าเหนื่อย
จึงอยากพัก บ้านดินทำเมื่อไหร่ก็ได้
แต่สิ่งที่อยากทำจริงๆ ในตอนนี้
คือการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านแท้ๆ
การเก็บเมล็ดพันธุ์มีความสำคัญกว่าการทำบ้านดิน
เพราะความรู้ในการทำบ้านดิน
เรียนรู้ได้ง่าย ทำเมื่อไหร่ก็ได้
แต่เมล็ดพันธุ์นับวันจะหายไปจากโลกทุกวัน
การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ต้องรีบทำ
ไม่อย่างนั้นจะหายไปจากโลก
ต้องเร่งรีบเก็บรักษาไว้”
โจน กล่าวถึงแนวคิดว่า ตอนนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้เมล็ดพันธุ์ในการปลูกผักต่าง ๆ
เป็นพันธุ์ผสม ที่ออกแบบมา เพื่อสนองต่อปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง
ต่างจากเดิมที่เป็นพันธุ์แท้จะทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศ
สิ่งเหล่านี้เป็นผลพวง ให้เกษตรกรปัจจุบัน ต้องทำงานหนักขึ้น
เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าต้นทุนการผลิตที่นับวันจะแพงขึ้น
ขณะเดียวกันเมล็ดพันธุ์ ที่ซื้อมา ก็ไม่สามารถนำมาปลูกต่อได้
เนื่องจาก บางสายพันธุ์ถูกออกแบบไม่ให้สามารถงอกขึ้นได้อีก
เกษตรกร จึงจำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ อยู่เสมอ
ขณะเดียวกันพันธุ์ในท้องตลาดจะมีเพียงชนิดเดียว ที่ชาวบ้านเชื่อว่าดีที่สุด
และปลูกเพียงชนิดเดียวส่งผลให้เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ
มีแขกแวะเวียนไปเยี่ยมบ้าง บางคนทำงานในเมืองมานาน เบื่อหน่ายเมือง
เบื่อหน่ายตัวเอง และอยากไปทดลองใช้ชีวิต ก็มาขออาศัยอยู่ที่ไร่
ที่ไร่ไม่มีทีวี ไม่มีหนังสือพิมพ์
ทั้งคนไทย ทั้งฝรั่ง ต่างผลัดเปลี่ยน
ตามกันมาเรียนรู้วิถีชีวิตแบบสมถะกับโจน จันได
“เราเน้นการพึ่งตนเองด้วยปัจจัยสี่ อาหาร บ้าน ผ้า และยา
เรามีความเชื่อว่าชีวิตที่พัฒนาที่ดีที่สุด
ชีวิตที่มีความสุขที่สุดคนต้องเข้าถึงปัจจัยสี่ได้ง่ายที่สุด
แต่การพัฒนาทุกวันนี้รู้สึกว่ามีแต่เลวลง แย่ลง
“ทุกวันนี้คนกว่าจะได้บ้านหลังหนึ่ง ต้องทำงานเก็บเงินเป็นยี่สิบสามสิบปี แสดงว่าแย่มาก
อาหารก็แพงขึ้น และไม่มีความปลอดภัยเลย เราไม่รู้ว่าเขาเอาอะไรมาให้เรากิน
การพัฒนาที่เป็นอยู่ ชีวิตที่คนทุกวันนี้เป็นอยู่เป็นสิ่งที่หาสาระไม่ได้เลย
เราทำไปด้วยความงมงาย ด้วยความไม่รู้เรื่องรู้ราว ทำชีวิตให้ยากขึ้นๆ ๆ ๆ
จนลืมไปว่าชีวิตเกิดมาทำไม ครอบครัวเป็นยังไง มีความสำคัญยังไง
ธรรมะคืออะไร ความสุขเป็นยังไง ไม่มีใครสอนเลย
คนมีแต่ซื้อๆๆๆ เพื่อให้มีความสุข แต่ความจริงเป็นอย่างนั้นมั้ย?
“คนบอกว่าอยากมีเสรีภาพ ต้องมีโทรศัพท์มือถือ ต้องมีอะไรมากมาย
และจะมีเสรีภาพอย่างที่เขาโฆษณา แต่ความจริงมันคือเสรีภาพจริงๆ มั้ย?
“สุดท้าย เราก็เลยกลับมานึกถึงชีวิตว่า
ชีวิตที่มีความสุข คือชีวิตที่ง่าย บริโภคน้อยลง พึ่งตนเองได้
เราก็เลยกลับมาที่ปัจจัยสี่ อาหาร บ้าน ผ้า และยา”
ไม่ได้เห็นความสุขเป็นสิ่งสำคัญ
เพราะความสุขมักจะคู่กับความทุกข์ ...โจน จันไดมองเช่นนั้น
โจน จันได วัย 45 ปี ชาวยโสธร
ขณะนี้บ่มเพาะ ความฝันอยู่บนดอยที่ศูนย์เรียนรู้ เพื่อการพึ่งตนเอง
และ ศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์ พันพรรณ
จากประสบการณ์การใช้ชีวิต 7 ปี อยู่กรุงเทพฯ
2 ปี ในสหรัฐ อเมริกา ยึดอาชีพล้างจานและยามเป็นหลัก
วันหนึ่งค้นพบตัวเองว่า เกษตรกรไทยทำงานเพื่อใช้หนี้ มากกว่าเลี้ยงตัวเอง
“ชาวนาไทย ขณะนี้ทำนาปีละมากกว่า 2 ครั้ง
นี่บ่งบอกว่า เกษตรกรกำลังทำงาน อย่างหนัก
แต่ค่าแรง ที่ได้ก็ไม่พอใช้จ่ายต้องเสียเงินค่ายา ค่าปุ๋ย ต่าง ๆ นานามากมาย
จนเกิด คำถามว่า วันนี้เราทำงานเหนื่อยหนักเพื่อใคร..?”
โจน จันได เล่าเรื่องราวชีวิตที่เหมือนว่าได้ค้นพบวิถีใหม่ให้กับชีวิต
ที่ งานกรีนแฟร์ ศาลาพระเกี้ยว จุฬาฯ เมื่อ 2 ปีก่อน
“ทำงานบ้านดินมา 10 ปี รู้สึกว่าเหนื่อย
จึงอยากพัก บ้านดินทำเมื่อไหร่ก็ได้
แต่สิ่งที่อยากทำจริงๆ ในตอนนี้
คือการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านแท้ๆ
การเก็บเมล็ดพันธุ์มีความสำคัญกว่าการทำบ้านดิน
เพราะความรู้ในการทำบ้านดิน
เรียนรู้ได้ง่าย ทำเมื่อไหร่ก็ได้
แต่เมล็ดพันธุ์นับวันจะหายไปจากโลกทุกวัน
การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ต้องรีบทำ
ไม่อย่างนั้นจะหายไปจากโลก
ต้องเร่งรีบเก็บรักษาไว้”
โจน กล่าวถึงแนวคิดว่า ตอนนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้เมล็ดพันธุ์ในการปลูกผักต่าง ๆ
เป็นพันธุ์ผสม ที่ออกแบบมา เพื่อสนองต่อปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง
ต่างจากเดิมที่เป็นพันธุ์แท้จะทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศ
สิ่งเหล่านี้เป็นผลพวง ให้เกษตรกรปัจจุบัน ต้องทำงานหนักขึ้น
เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าต้นทุนการผลิตที่นับวันจะแพงขึ้น
ขณะเดียวกันเมล็ดพันธุ์ ที่ซื้อมา ก็ไม่สามารถนำมาปลูกต่อได้
เนื่องจาก บางสายพันธุ์ถูกออกแบบไม่ให้สามารถงอกขึ้นได้อีก
เกษตรกร จึงจำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ อยู่เสมอ
ขณะเดียวกันพันธุ์ในท้องตลาดจะมีเพียงชนิดเดียว ที่ชาวบ้านเชื่อว่าดีที่สุด
และปลูกเพียงชนิดเดียวส่งผลให้เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ
พืชผลเหล่านั้นล้มตายทำให้ขาดทุนเป็นหนี้
นี้ด้วยความคิดนี้ โจนหาซื้อที่ดินที่อำเภอแม่แตง และลงมือปลูกพืชผัก
ตั้งชื่อว่า ไร่พันพรรณ มีคนอาศัยและช่วยงานอยู่ 7-8 คน เป็นครอบครัวเล็กๆมีแขกแวะเวียนไปเยี่ยมบ้าง บางคนทำงานในเมืองมานาน เบื่อหน่ายเมือง
เบื่อหน่ายตัวเอง และอยากไปทดลองใช้ชีวิต ก็มาขออาศัยอยู่ที่ไร่
ที่ไร่ไม่มีทีวี ไม่มีหนังสือพิมพ์
ทั้งคนไทย ทั้งฝรั่ง ต่างผลัดเปลี่ยน
ตามกันมาเรียนรู้วิถีชีวิตแบบสมถะกับโจน จันได
“เราเน้นการพึ่งตนเองด้วยปัจจัยสี่ อาหาร บ้าน ผ้า และยา
เรามีความเชื่อว่าชีวิตที่พัฒนาที่ดีที่สุด
ชีวิตที่มีความสุขที่สุดคนต้องเข้าถึงปัจจัยสี่ได้ง่ายที่สุด
แต่การพัฒนาทุกวันนี้รู้สึกว่ามีแต่เลวลง แย่ลง
“ทุกวันนี้คนกว่าจะได้บ้านหลังหนึ่ง ต้องทำงานเก็บเงินเป็นยี่สิบสามสิบปี แสดงว่าแย่มาก
อาหารก็แพงขึ้น และไม่มีความปลอดภัยเลย เราไม่รู้ว่าเขาเอาอะไรมาให้เรากิน
การพัฒนาที่เป็นอยู่ ชีวิตที่คนทุกวันนี้เป็นอยู่เป็นสิ่งที่หาสาระไม่ได้เลย
เราทำไปด้วยความงมงาย ด้วยความไม่รู้เรื่องรู้ราว ทำชีวิตให้ยากขึ้นๆ ๆ ๆ
จนลืมไปว่าชีวิตเกิดมาทำไม ครอบครัวเป็นยังไง มีความสำคัญยังไง
ธรรมะคืออะไร ความสุขเป็นยังไง ไม่มีใครสอนเลย
คนมีแต่ซื้อๆๆๆ เพื่อให้มีความสุข แต่ความจริงเป็นอย่างนั้นมั้ย?
“คนบอกว่าอยากมีเสรีภาพ ต้องมีโทรศัพท์มือถือ ต้องมีอะไรมากมาย
และจะมีเสรีภาพอย่างที่เขาโฆษณา แต่ความจริงมันคือเสรีภาพจริงๆ มั้ย?
“สุดท้าย เราก็เลยกลับมานึกถึงชีวิตว่า
ชีวิตที่มีความสุข คือชีวิตที่ง่าย บริโภคน้อยลง พึ่งตนเองได้
เราก็เลยกลับมาที่ปัจจัยสี่ อาหาร บ้าน ผ้า และยา”
มนุษย์ต้องหาเงินเป็นแสนเป็นล้านเพื่อให้มีบ้านสักหลัง
ขณะที่ นก หนู สามารถทำรังได้ในวันเดียว
“เมื่อมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าฉลาดที่สุดในโลก แต่ทำไมเราทำในสิ่งที่โง่ที่สุด”
โจนบอกว่ามันผิด ถ้ายากแสดงว่ามันผิด
“อย่างการมีอาหาร คนทำงานในเมืองวันละ 8-12 ชั่วโมง
แต่ไม่พอกินสำหรับคนเดียว ทำเพื่ออะไรกัน
แต่ผมทำสวนวันละ 30 นาที ผมมีอาหารเลี้ยงคน 7-8 คนได้สบาย ง่ายมากเลย นี่คือความง่าย”
“บางคนซื้อเสื้อผ้าตัวละเป็นพันสองพัน ทำงานกี่เดือนถึงจะได้เสื้อ
ทำไมต้องทำให้มันยาก เราหลอกตัวเอง เราทำให้ชีวิตมันยากขึ้นๆ
อย่าลืมว่าคนเรามีชีวิตไม่ยาวนักบนโลกนี้ อีกไม่นานก็ตายแล้ว
ขณะที่ นก หนู สามารถทำรังได้ในวันเดียว
“เมื่อมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าฉลาดที่สุดในโลก แต่ทำไมเราทำในสิ่งที่โง่ที่สุด”
โจนบอกว่ามันผิด ถ้ายากแสดงว่ามันผิด
“อย่างการมีอาหาร คนทำงานในเมืองวันละ 8-12 ชั่วโมง
แต่ไม่พอกินสำหรับคนเดียว ทำเพื่ออะไรกัน
แต่ผมทำสวนวันละ 30 นาที ผมมีอาหารเลี้ยงคน 7-8 คนได้สบาย ง่ายมากเลย นี่คือความง่าย”
“บางคนซื้อเสื้อผ้าตัวละเป็นพันสองพัน ทำงานกี่เดือนถึงจะได้เสื้อ
ทำไมต้องทำให้มันยาก เราหลอกตัวเอง เราทำให้ชีวิตมันยากขึ้นๆ
อย่าลืมว่าคนเรามีชีวิตไม่ยาวนักบนโลกนี้ อีกไม่นานก็ตายแล้ว
แต่ทำไมเราเอาเวลาที่มีค่าสูงสุดมาทำสิ่งไร้สาระไม่เป็นประโยชน์กับ “ใส่เสื้อผ้าสวยๆ รู้สึกยังไง ใส่เสื้อผ้าสวยแค่ไหน คนไม่สวยก็ไม่สวยเหมือนเดิม
สวนมะพร้าวน้ำหอม
ช่วงแดดบ่ายๆ ผมไปหาซื้อเครื่องปั้มน้ำ สำหรับดูดน้ำจากบ่อขึ้นไปรดต้นไม้รอบบ้านที่นครปฐม มีต้นชะอม ต้นมะละกอฮอลแลนด์ พีชผลอื่นๆที่ปลูกแซมไว้ รอบๆบ้าน คืออย่างนี้ครับที่บ้านผมน้ำประปาที่จ่ายไปตามหมู่บ้าน เป็นน้ำประปาของ อบต. น้ำบาดาลที่ดูดมาจะมีหินปูนปน ลอยเป็นแพอยู่บนผิวหน้าน้ำ ผมคิดว่าหากนำไปรถต้นไม้ คงไม่ดีเท่าเราหาเครื่องชักน้ำจากบ่อหรือคลองมาใช้แทนเป็นแน่ๆ ก็เลยไปเดินหาซื้อเครื่องปั้มน้ำแถวๆตลาดบางบัวทอง เพื่อที่จะติดรถเอาไปใช้ที่นครปฐมด้วย
ผมไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับไอ้เครื่องนี้ ได้แต่ลองเช็คสเป็คและราคาทางเน็ต หวังสอบถามเจ้าของร้านดีกว่า ซึ่งผมมาทราบภายหลังที่ไปเยี่ยมสวนมะพร้าวน้ำหอมของท่าน ว่าท่านเป็นถึงอดีตผอ.โรงเรียนแห่งหนี่งแถวบางใหญ่ครับ ท่านอาจารย์กรุณาแนะนำจัดของให้ ผมก็เลยซื้อครบชุดทั้งเครื่อง ทั้งท่อพีวีซี อุปกรณ์ต่อ ข้องอ ข้อตรง เทปพันเกลียว กาวติดท่อ คือไปถึงสวนก็ต่อใช้ได้เลย ด้วยความที่เราอยู่กับกุ้งหลวง ไคโตซาน ก็เลยได้จังหวะนำเสนอผลิตภัณฑ์เลยครับ อย่างไม่ชักช้า
ท่านก็สนใจ ซื้อกุ้งหลวงไคโตซานพืชไป 1 ขวด ไฮไลท์อยู่ตรงที่...ท่านเอยชวนผมไปเที่ยวสวนมะพร้าวน้ำหอมของท่าน ซึ่งท่านบอกว่าวันนี้จะมีพ่อค้ามะพร้าวน้ำหอมมารับซื้อถึงสวน โอกาสดีอย่างนี้ผมคงไม่ปฏิเสธแน่ แล้วก็ขับรถตามท่านไปถึงที่สวนครับ
ขับรถตาม ออกจากร้านท่านมา ไม่เกินสิบกิโลเมตร ตามเส้นทางถนนบางกรวย-ไทรน้อย ก็ถึงสวนของท่านอาจารย์ โอโห้...ต้นมะพร้าวทั้งนั้นเลย แถมเป็นมะพร้าวน้ำหอมทั้งสวนเลยครับ ท่านบอกว่าพันกว่าต้น ในเนื้อที่ 27 ไร่ จะมีมะม่วง กระท้อน มะปรางปลูกแซมตามคันดินริมสวนรอบๆสวนมะพร้าว แน่นอนมะพร้าวน้ำหอมมากกว่าครับ
พ่อค้ามะพร้าวน้ำหอมมาจอดรถกะบะรออยู่แล้วครับ เห็นกองมะพร้าวน้ำหอมกองเบอเร่อเลย ที่พ่อค้ามารับซื้อ พ่อค้าจะส่งลูกน้องมาเก็บไว้ล่วงหน้า คือเหมาทั้งสวน สวนแห่งนี้สามวันเขาจะมาเก็บครั้งหนึ่ง ครั้งละเป็นร้อยๆลูกหลายๆทลาย มองเห็นเงินหลักพันกองอยู่ตรงหน้าครับ ราคาที่รับซื้อจากสวน ท่านอาจารย์บอกว่า ลูกละ 2.50 บาท ถ้าหน้ามะพร้าวน้ำหมอหายากก็ตกลูกละ 5-6 บาทครับ พ่อค้าเอาไปขายผมว่าอย่างต่ำก็ลูกละ 5 บาทแช่เย็นๆดื่มน้ำมะพร้าว หอม หวาน ชื่นใจดี มีคุณค่า
ผมช่วยอาจารย์ยกมะพร้าวขึ้นรถ เล่นเอาเหนื่อยครับล๊อตนี้ 400กว่าลูกครับ ท่านผู้อ่านคิดเป็นตัวเงินเอาเองนะครับ ที่สำคัญ เว้นสามวันเก็บ เดือนจะมีรายได้จากการเก็บมะพร้าวน้ำหมอขายเท่าไร...
ท่านอาจารย์บอกมีค่าใช้จ่ายตกปีละ 5.000 บาทสำหรับปุ๋ย มูลสัตว์ ที่โรยโคนต้น ..ผมบอกว่าอาจารย์ครับผมอยากให้อาจารย์เพิ่มศักยภาพของสวนมะพร้าวน้ำหอมให้มากกว่านี้ ลูกจะดก จั่นจะติดผลได้ดี น้ำหวานหอมมากว่าเดิม ผมขอนำเสนอไคโตซานเม็ดไว้หว่านโคนต้น ช่วยบำรุงดินและช่วยละลายปุ๋ยจากมูลสัตว์นำสารอาหารไปให้ต้นมะพร้าวได้เต็มที่ ให้ท่านพิจารณา ท่านบอก...เร็วๆนี้ท่านจะสั่งไปลองดู ผมบอกอาจารย์ไม่ต้องลองครับ ใช้ได้เลยถ้าไม่เห็นผลยินดีคืนเงินครับ
ท่านก็พาผมเดินชมสวนมะพร้าวขนาด 27 ไร่ รอบๆสวน เล่นเอาผมเหงื่องตกเหมือนกัน อาจารย์บอกนี้เป็นการออกกำลังกายที่ได้ประโยชน์ คือดูแลสวนไปในตัว ได้ออกแรงจับนี่ หยิบโน้น เช่นทางมะพร้าวแห้งที่มันหล่นออกมาจากต้น กิ่งไม้หัก ใบร่วง เก็บให้เป็นที่เป็นทางไม่รก ดูสวย สวนร่มรื่น ไม่รกหญ้า เดินได้สบายๆ เก็บผลผลิตก็ง่าย แถมในร่องสวนยังเป็นที่เลี้ยงปลาเพิ่มรายได้ได้อีก ท่านอาจารย์วางแผนไว้ตอนปลดเกษียณอย่างรอบคอบดีเยี่ยมจริงๆครับ
ผมลาอาจารย์กลับพร้อมกับทลายมะพร้าวน้ำหอมหนึ่งทลายติดรถกลับไปเฉาะกินที่บ้าน...ลองแล้วครับน้ำอร่อย หอม หวาน ขอบพระคุณอาจารย์มากครับ
ผมไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับไอ้เครื่องนี้ ได้แต่ลองเช็คสเป็คและราคาทางเน็ต หวังสอบถามเจ้าของร้านดีกว่า ซึ่งผมมาทราบภายหลังที่ไปเยี่ยมสวนมะพร้าวน้ำหอมของท่าน ว่าท่านเป็นถึงอดีตผอ.โรงเรียนแห่งหนี่งแถวบางใหญ่ครับ ท่านอาจารย์กรุณาแนะนำจัดของให้ ผมก็เลยซื้อครบชุดทั้งเครื่อง ทั้งท่อพีวีซี อุปกรณ์ต่อ ข้องอ ข้อตรง เทปพันเกลียว กาวติดท่อ คือไปถึงสวนก็ต่อใช้ได้เลย ด้วยความที่เราอยู่กับกุ้งหลวง ไคโตซาน ก็เลยได้จังหวะนำเสนอผลิตภัณฑ์เลยครับ อย่างไม่ชักช้า
ท่านก็สนใจ ซื้อกุ้งหลวงไคโตซานพืชไป 1 ขวด ไฮไลท์อยู่ตรงที่...ท่านเอยชวนผมไปเที่ยวสวนมะพร้าวน้ำหอมของท่าน ซึ่งท่านบอกว่าวันนี้จะมีพ่อค้ามะพร้าวน้ำหอมมารับซื้อถึงสวน โอกาสดีอย่างนี้ผมคงไม่ปฏิเสธแน่ แล้วก็ขับรถตามท่านไปถึงที่สวนครับ
ขับรถตาม ออกจากร้านท่านมา ไม่เกินสิบกิโลเมตร ตามเส้นทางถนนบางกรวย-ไทรน้อย ก็ถึงสวนของท่านอาจารย์ โอโห้...ต้นมะพร้าวทั้งนั้นเลย แถมเป็นมะพร้าวน้ำหอมทั้งสวนเลยครับ ท่านบอกว่าพันกว่าต้น ในเนื้อที่ 27 ไร่ จะมีมะม่วง กระท้อน มะปรางปลูกแซมตามคันดินริมสวนรอบๆสวนมะพร้าว แน่นอนมะพร้าวน้ำหอมมากกว่าครับ
พ่อค้ามะพร้าวน้ำหอมมาจอดรถกะบะรออยู่แล้วครับ เห็นกองมะพร้าวน้ำหอมกองเบอเร่อเลย ที่พ่อค้ามารับซื้อ พ่อค้าจะส่งลูกน้องมาเก็บไว้ล่วงหน้า คือเหมาทั้งสวน สวนแห่งนี้สามวันเขาจะมาเก็บครั้งหนึ่ง ครั้งละเป็นร้อยๆลูกหลายๆทลาย มองเห็นเงินหลักพันกองอยู่ตรงหน้าครับ ราคาที่รับซื้อจากสวน ท่านอาจารย์บอกว่า ลูกละ 2.50 บาท ถ้าหน้ามะพร้าวน้ำหมอหายากก็ตกลูกละ 5-6 บาทครับ พ่อค้าเอาไปขายผมว่าอย่างต่ำก็ลูกละ 5 บาทแช่เย็นๆดื่มน้ำมะพร้าว หอม หวาน ชื่นใจดี มีคุณค่า
ผมช่วยอาจารย์ยกมะพร้าวขึ้นรถ เล่นเอาเหนื่อยครับล๊อตนี้ 400กว่าลูกครับ ท่านผู้อ่านคิดเป็นตัวเงินเอาเองนะครับ ที่สำคัญ เว้นสามวันเก็บ เดือนจะมีรายได้จากการเก็บมะพร้าวน้ำหมอขายเท่าไร...
ท่านอาจารย์บอกมีค่าใช้จ่ายตกปีละ 5.000 บาทสำหรับปุ๋ย มูลสัตว์ ที่โรยโคนต้น ..ผมบอกว่าอาจารย์ครับผมอยากให้อาจารย์เพิ่มศักยภาพของสวนมะพร้าวน้ำหอมให้มากกว่านี้ ลูกจะดก จั่นจะติดผลได้ดี น้ำหวานหอมมากว่าเดิม ผมขอนำเสนอไคโตซานเม็ดไว้หว่านโคนต้น ช่วยบำรุงดินและช่วยละลายปุ๋ยจากมูลสัตว์นำสารอาหารไปให้ต้นมะพร้าวได้เต็มที่ ให้ท่านพิจารณา ท่านบอก...เร็วๆนี้ท่านจะสั่งไปลองดู ผมบอกอาจารย์ไม่ต้องลองครับ ใช้ได้เลยถ้าไม่เห็นผลยินดีคืนเงินครับ
ท่านก็พาผมเดินชมสวนมะพร้าวขนาด 27 ไร่ รอบๆสวน เล่นเอาผมเหงื่องตกเหมือนกัน อาจารย์บอกนี้เป็นการออกกำลังกายที่ได้ประโยชน์ คือดูแลสวนไปในตัว ได้ออกแรงจับนี่ หยิบโน้น เช่นทางมะพร้าวแห้งที่มันหล่นออกมาจากต้น กิ่งไม้หัก ใบร่วง เก็บให้เป็นที่เป็นทางไม่รก ดูสวย สวนร่มรื่น ไม่รกหญ้า เดินได้สบายๆ เก็บผลผลิตก็ง่าย แถมในร่องสวนยังเป็นที่เลี้ยงปลาเพิ่มรายได้ได้อีก ท่านอาจารย์วางแผนไว้ตอนปลดเกษียณอย่างรอบคอบดีเยี่ยมจริงๆครับ
ผมลาอาจารย์กลับพร้อมกับทลายมะพร้าวน้ำหอมหนึ่งทลายติดรถกลับไปเฉาะกินที่บ้าน...ลองแล้วครับน้ำอร่อย หอม หวาน ขอบพระคุณอาจารย์มากครับ
จ.ม.ตัวเท่าหม้อแกง
ตลอดชีวิตการเป็นนักหนังสือพิมพ์ของผม สิ่งที่ปรารถนามากที่สุดก็คือ การได้รับและอ่านจดหมายจากชาวนา ชาวไร่ กรรมกร คนหาเช้ากินค่ำ คนเหล่านี้บางคนก็จบแค่ชั้น ป.4 ทำให้ทักษะในการอ่านและเขียนเป็นไปอย่างยากลำบากมากกว่าคนโดยทั่วไป
แต่ลองคิดดูเถิด การที่พวกเขาเหล่านั้นอ่านและเขียนอย่างยากลำบาก แต่สู้อุตส่าห์เขียนจดหมายมาถึงใครสักคนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ญาติพี่น้องของตัวเอง ต้องถือว่าเป็นความตั้งใจอย่างแรงกล้ามาก โดยเฉพาะสิ่งที่ผมชื่นชมมากที่สุดก็คือ ตัวหนังสือขนาดเท่าหม้อแกง โย้ไปเย้มา ผสมปนเปกับการขีดลบด้วยหมึก หรือดินสอแบบไม่ปิดบังอำพราง
สิ่งเหล่านี้แหละที่สะท้อนถึงความจริงใจในการสื่อสารได้ดีที่สุด
และนี่ก็คือเหตุผลที่ผมให้ความสำคัญกับ พวกเขามากกว่านายกรัฐมนตรีเสียอีก ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมได้รับจดหมายตัวเท่าหม้อแกงไม่ขาดสายพวกเขาสื่อสารอย่างจริงใจ ไม่เสแสร้ง บอกเล่าถึงความต้องการอย่างตรงไปตรงมา บางครั้งผมอ่านแล้วก็ใจหาย ทำไมพวกเขาถึงเป็นทุกข์ได้ถึงเพียงนี้
โดยเฉพาะความต้องการของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชนบทห่างไกล ไม่สุขสบายเหมือนพวกเราในเมืองหลวง เพียงแค่อยากเลือกนายกฯ ที่เป็นพี่พึ่งที่หวัง นายกฯ ที่ให้ความสำคัญกับชาวชนบทเท่าเทียมกับการดูแลคนในเมือง นายกฯ ที่พูดปุ๊บทำปั๊บ เห็นผลเป็นรูปธรรมจับต้องได้ เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
ข้อสำคัญ คนชนบทที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศเหล่านั้นไม่ได้ทำอะไรผิด พวกเขาพากันไปเข้าคูหาเลือกตั้ง กากะบาทลงคะแนนเสียงเลือกนายกฯ และรัฐบาลตามกติกาทุกอย่าง แต่ผลที่ออกมาก็คือ เสียงส่วนใหญ่กลับถูกเสียงส่วนน้อยหักล้างอย่างไร้ความเป็นธรรม
นายกฯ ของพวกเขาต้องระเห็จไปนอกประเทศ
ผมมีจดหมายตัวเท่าหม้อแกงมาจากคนรากหญ้า อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ที่ระบุชื่อนามสกุลที่อยู่มาอย่างชัดเจนอ่านเนื้อความในจดหมายแล้วอยากเอามา เล่าสู่กันฟังดังนี้
"มีการโจมตีคุณทักษิณและม๊อบว่า เป็นคนชั้นต่ำไร้การดิฉันถึงจะจบแค่ม.3 แต่ดิฉันไม่ใช่คนโง่ ดิฉันไม่เคยกู้เงินกองทุนหมู่บ้าน หรือธนาคารเพื่อประชาชน แต่ช่วงที่ท่านทักษิณเป็นนายกฯ ดิฉันมีชีวิตที่ดี มีงาน มีโอดี(น่าจะเป็นโอที) ทำให้ครอบครัวมีกินมีใช้อย่างไม่เดือดร้อน"
"แต่ตอนนี้ โรงงานที่ดิฉันกำลังทำอยู่จะปิดกิจการย้ายกลับกรุงเทพฯ เพราะไม่มีงานหรือออเดอร์เข้ามา ดิฉันกำลังจะตกงาน..."
ผมอ่านมาถึงตรงนี้ ก็น้ำตาซึมขึ้นมาทันที
เชื่อว่าไม่ใช่ชาวบ้านเพียงรายเดียวที่ประสบกับชะตากรรมเช่นนี้ เพราะดัชนีการขยายตัวทางเศรษฐกิจหลานตัวบ่งชี้ว่าสภาวะการณ์ไม่ดีเอาเลย ผลกระทบของมันกำลังขยายตัวเป็นวงกว้างออกไปไม่สิ้นสุด แม้กระทั่งคนที่อยู่ในชนบทห่างไกลก็ยังรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนกันถ้วนหน้า
ตั้งแต่ได้รับจดหมายตัวเท่าหม้อแกงเหล่านี้ ทำให้ผมต้องทบทวนตัวเองอย่างหนัก จริง ๆ แล้วผมเป็นนักการสื่อสารเพื่อใครกันแน่ เพื่อตัวเอง หรือเพื่อชาวไร่ ชาวนา คนชนบทที่เป็นเสียงส่วนใหญ่ของแผ่นดินซึ่งกำลังบอกเล่าเรื่องราวทุกข์ยาก ผ่านตัวหนังสือเท่าหม้อแกงสื่อมาถึงผม
ตอนนี้แผ่นดินกำลังร่ำไห้ทุกข์ระทม
ในฐานะที่เป็นสื่อ สิ่งที่ต้องทำก็คือ ถ่ายทอดเสียงร่ำไห้ของแผ่นดินอย่างตรงไปตรงมา ทำหน้าที่นักเล่าเรื่องความทุกข์ยากของแผ่นดิน เล่าออกมาวันแล้ววันเล่า จนกว่าจะถึงวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส
ยาแก้จน
จั่วหัวอย่างนี้ ผู้อ่านคงแปลกใจ มีด้วยหรือ? ยาแก้จน...มีครับ ร้อยเปอร์เซ็นพันเปอร์เซ็น ยานี้แก้จนได้จริงๆครับ ตัวยานั้นมีไม่กี่ตัวครับ แล้วก็ไม่ต้องไปเสาะหาที่ไหน ท่านสามารถที่จะปรุงรับประทานได้เอง ไม่ต้องพึ่งหมอ ไม่ต้องมีเภสัชกร ไม่ต้องพึ่งตำรายาใดๆ เพียงท่านมีความตั้งใจและจริงใจ ตัวยานี้ท่านก็จะค้นพบได้เอง
ท่านผู้อ่านครับ ผมขอโยงเรื่องความยากจนของคนในชาตินี้สักแป๊บ ผมหมายถึงชาติไทยครับ ไม่ได้หมายความว่าต่างชาติ ชาติหน้าหรือชาติภูมิ ขุมไหนๆ สถิติ 80% คนไทยยากจนครับ จนไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย จนต้องกู้ กู้ กู้ และเป็นหนี้เป็นสิน เสียจนเคยตัวคือ ดีใจก็กู้ เสียใจก็กู้ ร้องให้ก็กู้ หลับก็กู้ ตื่นก็กู้ กู้จนเจ้าหนี้ต้องปิดบ้านหนี(คิดดู) เผลอๆเจ้าหนี้ฆ่าตัวตายหนีลูกหนี้ก็มี(ลูกหนี้ชักดาบ)
ที่เป็นดังนี้ก็เพราะคนไทยติดสบาย เสียจนเคยชิน พอติดสบายชีวิตก็เลยต้องลำบาก คือไม่อยากทำอะไร ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม แล้วความยากจนก็เข้ามาครอบงำ ความอดอยากเข้ามาถามหา เขาเปรยๆว่าจนแล้วยังหยิ่ง เอาละซิคราวนี้จะหาอะไรเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเอง ครอบครัว ญาติโก โหติกาต้องดูแล ชีวิตตกต่ำเกิดความลำบาก ลำบน อดมื้อ หรือไม่ได้กินสักมื้อก็มี เงินในกระเป๋าไปเที่ยวไม่กลับ
แต่...คนเรานะครับ ไม่ยอมอดตายง่ายๆ ก็ต้องออกท่องเที่ยวไปหยิบยืมเงินทอง ของมีค่าเขา แรกอาจจะเป็นพี่น้องใกล้ตัว มากเข้า บ่อยเข้าก็ต้อง ไปหาคนอื่นที่เขาเรียกกันจนติดปากว่า นายทุน หรือเจ้าหนี้เงินกู้(นอกระบบ-ในระบบ) หากดีหน่อยที่มีทรัพย์สินค้ำประกันก็กู้กันในระบบ
อย่างไรก็ตาม การไม่กู้ย่อมดีกว่าการกู้ ผมว่าเป็นลาภอันประเสริฐแน่แท้ เพราะไม่ต้องมาเสียดอกเสียดวง แล้วก็ไม่ต้องมาเสียความรุ้สึก ถูกเคาะประตูบ้านตามหนี้คืน หากผิดนัด หลายๆประการที่จะก่อเกิดให้เดือดร้อน อย่ากระนั้นเลยท่าน ผมเฉลยสูตรยาแก้จนเลยนะครับสามสี่คำครับ จำไว้และต้องปฏฺบัติด้วยนะครับคือ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด อดทน เท่านี้เองครับ ยาแก้จนของผม หยิบไปใช้เผลอๆรวยไม่รู้เรื่อง
ท่านผู้อ่านครับ ผมขอโยงเรื่องความยากจนของคนในชาตินี้สักแป๊บ ผมหมายถึงชาติไทยครับ ไม่ได้หมายความว่าต่างชาติ ชาติหน้าหรือชาติภูมิ ขุมไหนๆ สถิติ 80% คนไทยยากจนครับ จนไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย จนต้องกู้ กู้ กู้ และเป็นหนี้เป็นสิน เสียจนเคยตัวคือ ดีใจก็กู้ เสียใจก็กู้ ร้องให้ก็กู้ หลับก็กู้ ตื่นก็กู้ กู้จนเจ้าหนี้ต้องปิดบ้านหนี(คิดดู) เผลอๆเจ้าหนี้ฆ่าตัวตายหนีลูกหนี้ก็มี(ลูกหนี้ชักดาบ)
ที่เป็นดังนี้ก็เพราะคนไทยติดสบาย เสียจนเคยชิน พอติดสบายชีวิตก็เลยต้องลำบาก คือไม่อยากทำอะไร ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม แล้วความยากจนก็เข้ามาครอบงำ ความอดอยากเข้ามาถามหา เขาเปรยๆว่าจนแล้วยังหยิ่ง เอาละซิคราวนี้จะหาอะไรเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเอง ครอบครัว ญาติโก โหติกาต้องดูแล ชีวิตตกต่ำเกิดความลำบาก ลำบน อดมื้อ หรือไม่ได้กินสักมื้อก็มี เงินในกระเป๋าไปเที่ยวไม่กลับ
แต่...คนเรานะครับ ไม่ยอมอดตายง่ายๆ ก็ต้องออกท่องเที่ยวไปหยิบยืมเงินทอง ของมีค่าเขา แรกอาจจะเป็นพี่น้องใกล้ตัว มากเข้า บ่อยเข้าก็ต้อง ไปหาคนอื่นที่เขาเรียกกันจนติดปากว่า นายทุน หรือเจ้าหนี้เงินกู้(นอกระบบ-ในระบบ) หากดีหน่อยที่มีทรัพย์สินค้ำประกันก็กู้กันในระบบ
อย่างไรก็ตาม การไม่กู้ย่อมดีกว่าการกู้ ผมว่าเป็นลาภอันประเสริฐแน่แท้ เพราะไม่ต้องมาเสียดอกเสียดวง แล้วก็ไม่ต้องมาเสียความรุ้สึก ถูกเคาะประตูบ้านตามหนี้คืน หากผิดนัด หลายๆประการที่จะก่อเกิดให้เดือดร้อน อย่ากระนั้นเลยท่าน ผมเฉลยสูตรยาแก้จนเลยนะครับสามสี่คำครับ จำไว้และต้องปฏฺบัติด้วยนะครับคือ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด อดทน เท่านี้เองครับ ยาแก้จนของผม หยิบไปใช้เผลอๆรวยไม่รู้เรื่อง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)











